วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ความปรากฏ

อุปปาทสูตรที่ ๑


[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด
ความปรากฏแห่งจักษุ นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็น
ความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯลฯ ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด
ความปรากฏแห่งใจ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความ
ปรากฏแห่งชราและมรณะ ส่วนความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งจักษุ นี้เป็น
ความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯลฯ
ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งใจ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบ
แห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯ

จบสูตรที่ ๙


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=18&A=270&Z=279&pagebreak=0

ความปรากฏแห่งรูป

          [๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด
ความปรากฏแห่งรูป นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็น
ความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯลฯ ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด
ความปรากฏแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯ

          [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งรูป นี้
เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ
ฯลฯ ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์
เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค







อุปปาทสูตรที่ ๒

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่

“ เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่ ”

สลัดความพอใจในสังขาร

 สัตว์โลกเมื่อเกิดมาย่อมนำความทุกข์ติดตัวมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออกความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว

ผู้อดทน

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกิน
ของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้
แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้
เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด ผู้มีความอดทน
 มีเมตตาย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ อยู่เป็นสุข เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ”

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ

ใจเป็นผู้นำทุกสิ่งทุกอย่าง ใจเป็นใหญ่ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
ถ้าคนเรามีใจบริสุทธิ์ การพูดการกระทำ ก็พลอยบริสุทธิ์ไปด้วย
เพราะการพูดการกระทำ อันบริสุทธิ์นั้น ความสุขย่อมตามสนองเขา
เหมือนเงาติดตามตน

อุปมาองค์ ๑ แห่งลา


" ข้าแต่พระนาคเสน ที่ว่าควรถือองค์ ๑ แห่งลานั้น องค์หนึ่งแห่งลานั้นได้แก่อะไร ? "
" ขอถวาบพระพร ธรรมดาว่า ลา นั้น ไม่เลือกที่นอน นอนบนกองหยากเยื่อก็มี ที่ทาง ๔ แพร่งก็มี ๓ แพร่งก็มี ที่ประตูบ้านก็มี ที่กองแกลบก็มีฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่เลือกที่นอนฉันนั้น ปูแผ่นหนังลงไป ในที่ปูด้วยหญ้าหรือใบไม้ หรือเตียงไม้ หรือแผ่นดินแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วก็นอนฉันนั้น ข้อนี้สมกับที่มีพระพุทธดำรัสไว้ว่า
" ภิกษุทั้งหลายในบัดนี้ ทำกายเหมือนท่อนไม้ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร "



http://www.dharma-gateway.com/dhamma/dhamma-25-20.htm

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

เปตวิสัย

ในเปตวิสัย๑นั้น ไม่มีกสิกรรม (การทำไร่ไถนา)
ไม่มีโครักขกรรม (การเลี้ยงวัวไว้ขาย)
ไม่มีพาณิชกรรม (การค้าขาย) เช่นนั้น
การแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน ก็ไม่มี
ผู้ที่ตายไปเกิดเป็นเปรตในเปตวิสัยนั้น
ดำรงชีพด้วยผลทานที่พวกญาติอุทิศให้จากมนุษยโลกนี้

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช

"ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทานมีจิตผู้พันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน
มุ่งการสั่งสมทาน ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้ เขาผู้นั้น เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช"

http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=16677

ลาภสักการะ

สกฺกาโร แปลว่า สักการะที่ดี. อธิบายว่า ปัจจัยทั้งหลาย
ที่เขาปรุงแต่งให้ประณีต ประณีตและดีเรียกว่า สักการะ ซึ่งได้แก่การที่
คนอื่นเขาทำความเคารพตน หรือบูชาด้วยเครื่องบูชามีดอกไม้เป็นต้น.
บทว่า สิโลโก แปลว่าการกล่าวสรรเสริญคุณ
ลาภ ๑
สักการะ๑
การกล่าวสรรเสริญ ๑ นั้น
 
ชื่อว่าลาภสักการะ และสิโลกะ.
http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A0%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

ภัยและสิ่งที่น่ากลัว

บรรดาภัยและสิ่งที่น่ากลัวทั้ง ๒ อย่างนั้น ภัย พึงทราบว่าเป็น
อกุศล เพราะมีความหมายว่ามีโทษ สิ่งที่น่ากลัว พึงทราบว่าเป็นอกุศล
เพราะมีความหมายว่าไม่ปลอดภัย.

บทว่า หเว เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า โดยส่วนเดียว.
บทว่า อกุสลํ ได้แก่สิ่งมีโทษและไม่ปลอดภัย.
บทว่า ภยเภรวํ แปลว่า ภัยและสิ่งที่น่ากลัว.
บทว่า ภยเภรวํ นี้ เป็นชื่อเรียกความหวาดสะดุ้งแห่งจิตและอารมณ์
อันน่ากลัว.

พระองค์ตรัสว่าบุคคลนั้นได้ชื่อว่าได้ลอยบาปเสียแล้ว

พระองค์ตรัสว่า บุคคลใดงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูด ส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น พยาบาทปองร้ายผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม บุคคล นั้นได้ชื่อว่า ได้ลอยบาปเสียแล้ว


http://www.siammedia.org/articles/dhamma/20080822.php

พราหมณ์ผู้ลอยบาปได้แล้ว

บุคคลที่ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะมีความหมายว่า เปล่งเสียงว่า
พรหมะ อธิบายว่า ได้แก่สาธยายมนต์. ก็คำว่า พราหมณ์นั้นเป็นภาษา
เรียกคนที่เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด. ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายท่านก็เรียกว่า
พราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว.

อรรถกถา ภยเภรวสูตร


http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A0%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

ผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้มีความรังเกียจด้วยโคตร

กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด     ในหมู่ชนผู้มีความ

                   รังเกียจด้วยโคตร  ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ

                   จรณะ        เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและ

                   มนุษย์ดังนี้.

http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=12057

ก้อนหินเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุรุษพึงวางก้อนหินเท่าเมล็ดถั่วเขียว  ๗  ก้อนไว้ที่ขุนเขาสิเนรุ  เธอทั้งหลาย
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ก้อนหินเท่าเมล็ดถั่วเขียว  ๗  ก้อนที่บุรุษ
วางไว้กับขุนเขาสิเนรุ   ไหนจะมากกว่ากัน. 

 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขุนเขาสิเนรุนี้แหละมากกว่า    ก้อนหินเท่าเมล็ด
ถั่วเขียว  ๗  ก้อนที่บุรุษวางไว้มีประมาณน้อย   ก้อนหินเท่าเมล็ดถั่วเขียว
๗  ก้อนที่บุรุษวางไว้เมื่อเทียบเข้ากับขุนเขาสิเนรุ      ไม่เข้าถึงเสี้ยวที่  ๑๐๐
เสี้ยวที่  ๑,๐๐๐  เสี้ยวที่   ๑๐๐,๐๐๐  แม้ฉันใด.

สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

ดูกรภิกษุ
เหมือนอย่างว่า ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง
ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสีมาแล้วปัดภูเขานั้น
๑๐๐ ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไป สิ้นไป เพราะความ
พยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไป สิ้นไป กัปนาน
อย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว มิใช่หนึ่งกัป มิใช่
ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้
พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่าย ในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้ ฯ

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์

ไม่ควรทำมานะในใคร ควรมีความเคารพในใคร พึงยำเกรง
                          ใคร บูชาใครด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี ฯ

             [๖๙๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
                          ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์เป็น
                          ที่ ๔ พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคล
                          เหล่านั้น บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี บุคคล
                          พึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้
                          เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
                          เพราะอนุสัยนั้น ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=5740&Z=5784&pagebreak=0

ผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก

 [๖๘๐] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อยๆฝนย่อมตกบ่อยๆ
ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆแว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อยๆ
ยาจกย่อมขอบ่อยๆ ทานบดีก็ให้บ่อยๆ ทานบดีให้บ่อยๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์
บ่อยๆ ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อยๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อยๆ บุคคล
ย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อยๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อยๆ สัตว์ย่อมเกิดและ
ตายบ่อยๆ บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อยๆ ส่วน
ผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก  ดังนี้ ฯ


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=5615&Z=5641&pagebreak=0

พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา

[๖๗๓] ครั้งนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
ด้วยคาถาว่าพระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นการไถของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นชาวนา ข้าพเจ้าถามแล้วขอจงตรัส บอก ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้การทำนาของพระองค์นั้นได้ ฯ
             [๖๗๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
                          ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอก
                          และไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาล
                          และประตัก เรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้
                          สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า (คือวาจา
                          สับปรับ) ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้ว
                          เสร็จงาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวัง
                          นำไปถึงความเกษมจากโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคล
                          ไปแล้วไม่เศร้าโศก ฯ
เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคล
                          ทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=5561&Z=5614&pagebreak=0

มานะแลเป็นดุจภาระ

มานะแลเป็นดุจภาระคือ หาบของท่าน ความ
                          โกรธดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็นประดุจภาชนะ
                          เครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้งกองกูณฑ์ ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็น
                          ความรุ่งเรืองของบุรุษ

ผู้ติดตาม