วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธรรมชาติ ๓ อย่าง ทำให้พระองค์เกิดขึ้นเป็นประทีปของโลก






ภิกษุ ท.! ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก. ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้น คืออะไรเล่า? คือ ชาติด้วย ชราด้วย มรณะด้วย. ภิกษุ ท.! ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก.

ภิกษุ ท.! เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในโลก, เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงต้องรุ่งเรืองไปในโลก.

บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖.
http://www.buddhadasa.org/html/life-work/dhammakot/01-buddha/0-08.html

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นั่งใกล้ธรรม

“ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ
พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ”

“วาเสฏฐะและภารทวาชะ คำว่า ธรรมกาย ก็ดี
 พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต”

ที.ปา.๑๑/๕๕/๙๒





















โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ
โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ

ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา
ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม


หมายความเช่นนั้นก็เพราะว่า
ขณะนั้นพระวักกลิก็อยู่ใกล้ๆ กับพระพุทธองค์
 หากจะแลดูด้วยลูกตาธรรมดา
ทำไมจะไม่เห็นพระองค์


กายภายในซึ่งมิใช่กายเปื่อยเน่า
กายภายในซึ่งมิใช่กายเปื่อยเน่า
กายภายในคืออะไรเล่า
ก็คือ  ธรรมกาย  นั่นเอง


< div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on">ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.dmc.tv/page_print.php?p=dhamma_for_people/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C_3.html

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

สัมมาทิฏฐิ

ณ.อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้น
รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า "ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ" มีความเห็นดำเนินไป
ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรมมาสู่พระสัทธรรมนี้ พวกภิกษุกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ในสำนักของท่าน
พระสารีบุตร ดังพวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้
[๑๑๑] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอกุศลและรากเง่าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเง่าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ
มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม



http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84_-_%E0%B9%99._%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

สร้างฌาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่งสองอย่างนี้บรรพชิตไม่ควรเข้าใกล้ ทางสุดโต่งสองอย่างนั้นคืออะไร ? คือการประกอบมัวเมาในกามสุข ในสิ่งที่น่าใคร่ทั้งหลายอันต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบมัวเมาในการทรมานตนให้ลำยาก เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ทางสุดโต่งทั้งสองนั้น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วที่สร้างดวงตา สร้างฌาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น...คืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล.....”  อ้างอิง : http://www.84000.org/true/523.html

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

เธอย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ แล หรือ การทรงคบเพลิง เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย เธอนอบน้อม แล้วแลหรือ ฯ

ราหุลสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ แล หรือ การทรงคบเพลิง เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย เธอนอบน้อม แล้วแลหรือ ฯ
พระราหุลกราบทูลว่า ข้าพระองค์ย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ การทรงคบเพลิงเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นอบน้อม แล้วเป็นนิตย์ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอละกามคุณห้ามีรูปเป็นที่รัก เป็นที่รื่นรมย์ใจ ออกบวช ด้วยศรัทธาแล้ว จงกระทำที่สุดทุกข์เถิด เธอจงคบกัลยาณมิตร จงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบ ปราศจากเสียง กึกก้อง จงรู้จักประมาณในโภชนะ เธออย่าได้กระทำ ความอยากในวัตถุเป็นที่เกิดตัณหาเหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และปัจจัย เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก จงเป็น ผู้สำรวมในปาฏิโมกข์และในอินทรีย์ ๕ จงมีสติไปแล้วในกาย จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย จงเว้นสุภนิมิต อันก่อ ให้เกิดความกำหนัด จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้ตั้ง มั่นดีแล้วในอสุภภาวนา จงอบรมวิปัสนา จงละมานานุสัย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป ฯ
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระราหุล ด้วยพระคาถาเหล่านี้ เนืองๆ ด้วยประการฉะนี้แล ฯ

ทรงแสดงที่พึ่งไว้ เมื่อทรงล่วงลับไปแล้ว

อานนท์ ในกาลบัดนี้ก็ดี

ในโอกาสล่วงไปแห่งเราก็ดี

ใครก็ตาม

จักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ

ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

มีธรรมเป็นประทีปมีธรรมเป็นสรณะ

ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

เป็นอยู่

อานนท์ ภิกษุใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา

ภิกษุนั้น จักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด แล.









   -พุทธวัจน์-



     





       



       .

ตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ำพวกเธอไม่หมกมุ่นกับการงานมากเกินไป ไม่พอใจด้วยการพูดคุยฟุ้งซ้าน ไม่ชอบใจในการนอนมากเกินควร ไม่ยินดีในการคลุกคลีกด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นผู้ปรารถนาลามก ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาชั่ว  ไม่คบมิตรเลว  ไม่หยุดความเำพียร  พยายามเำพื่อบรรลุคุณธรรมขั่นสูงขึ้นไปแล้ว  ตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญแต่ส่วนเดียว





พุทธโอวาทก่อนปรินิำพพาน/อ.วศิน อินทสละ






.

ผู้ปฏิบัติ มี ๔ ประเภท


ขึ้นชื่อว่า ผู้ปฏิบัติ มี ๔ ประเภท คือ

ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑
ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ๑
ผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑
ไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑

บรรดาผู้ปฏิบัติเหล่านั้น ผู้ใดได้กถาวัตถุ ๑๐ เอง
ไม่กล่าวไม่สอนผู้อื่นในกถาวัตถุ ๑๐ นั้นเหมือนอย่างท่านพากุละ
ผู้นี้ชื่อว่า ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น

ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีโศก

ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีโศก
ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีภัย
เมื่อไม่มีของรักเสียแล้ว
โศกภัย ก็ไม่มี.
ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
ที่ใด..มีรัก ที่นั่น..มีทุกข์**


ปิยโต ชายเต โสโก
ปิยโต ชายเต ภยํ
ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ ๒๑๒ ฯ


ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีโศก
ที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีภัย
เมื่อไม่มีของรักเสียแล้ว
โศกภัย ก็ไม่มี.


From the beloved springs grief,
From the beloved springs fear;
For him who is free from the beloved
There is neither grief nor fear.

๘. วิสาขาสูตร
[๑๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาทของนางวิสาขา
มิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล หลานของนางวิสาขามิคารมารดา
เป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละลง ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดามีผ้าเปียก ผมเปียก
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะนางวิสาขามิคารมารดาว่า เชิญเถิดนาง-
วิสาขา ท่านมาแต่ไหนหนอ มีผ้าเปียก มีผมเปียก เข้ามา ณ ที่นี้ในเวลาเที่ยง
นางวิสาขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานของหม่อมฉัน เป็นที่รักที่
พอใจ ทำกาละเสียแล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงมีผ้าเปียกมีผมเปียก เข้ามา ณ
ที่นี้ในเวลาเที่ยง เจ้าค่ะ ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนคร
สาวัตถีหรือ ฯ
วิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตรและหลาน
เท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถี เจ้าค่ะ ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา มนุษย์ในพระนครสาวัตถีมากเพียงไร ทำกาละอยู่
ทุกวันๆ ฯ
วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มนุษย์ในพระนครสาวัตถี ๑๐ คนบ้าง ๙ คน
บ้าง ๘ คนบ้าง ๗ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๕ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๒ คนบ้าง
๑ คนบ้าง ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านพึงเป็นผู้มี
ผ้าเปียกหรือมีผมเปียกเป็นบางครั้งบางคราวหรือหนอ ฯ
วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าค่ะ พอเพียงแล้วด้วยบุตร
และหลานมากเพียงนั้นแก่หม่อมฉัน ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐๐ ผู้ใดมีสิ่ง
ที่รัก ๙๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗๐
ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๖๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕๐
ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓๐
ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐
ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘
ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖ ผู้นั้นก็มี
ทุกข์ ๖ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔
ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒ ผู้ใดมีสิ่ง
ที่รัก ๑ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑ ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้น
ไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส ฯ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่ง
อุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลาย
อย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก
เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร
และความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มี
สัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความ
สุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่
โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขาร
ให้เป็นที่รัก ในโลกไหนๆ ฯ




ขอบคุณhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=abhinop&month=09-2011&date=27&group=2&gblog=57


ปุจฉา  - ทำไมต้องแอบรัก

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

ดานเครื่องผูก



อันเครื่องผูก อย่างหนึ่ง ซึ่งหยานหย่อน

แต่คลายผ่อน กลับยาก ลำบากยิ่ง

คือสมบัติ เมีย,ลูก ผูกใจจริง

มันมัดนิ่ง อยู่ทุกเมื่อ เหลือประมาณ

...แม้มิใช่ จะมัดจับ บังคับร่าง

ไปได้ดี ที่ต่างต่าง ข้างนอกบ้าน
แต่รึงรัด มัดไว้ ในสันดาน
ให้รนราน ร้อนเร้า เผาดวงใจ
...จึงผู้มี ปัญญาล้วน ควรละวาง
กามสุข ทุกข์อ้างว้าง เมื่อสุดท้าย
มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
ครั้นออกบวช ตัดแล้วไซร้ ไม่ร้อนรน

(เหตุแห่งการตรัส = พระพุทธเจ้า ตรัสแก่ภิกษุ ที่โรงธรรมสภา เมื่อภิกษุ เหล่านั้นเห็นโจรที่ถูกจองจำ ระหว่างทางที่ภิกษุเหล่านั้นเดินทางมาเฝ้าพุทธองค์ ที่วัดเชตวัน)

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ทวารทั้ง 9

“ภคินีเอย อันว่าร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก
มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้ง 9 มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น
เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด
เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เก็บมูตรและกรีส
อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่าง ๆ เข้าไว้ และซึมออกมาเสมอ ๆ
เจ้าของกายจึงต้องชำระล้างขัดถูวันละหลาย ๆ ครั้ง
เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวันกลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่รังเกียจ
เป็นของน่าขยะแขยง


ขอบคุณ
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001810.htm

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

บุคคลสองท่านไม่กล่าวว่าจะกระทำตอบแทนได้ง่ายเลย



"ภิกษุทั้งหลาย สำหรับบุคคลสองท่าน

เราไม่กล่าวว่าจะกระทำตอบแทนได้ง่ายเลย

สองท่านคือใคร คือ มารดาและบิดา

หากบุตรจะเอามารดาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง

เอาบิดาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง

ปรนนิบัติ ถึงเขาจะมีอายุยืนด้วยการขัดสี นวดเฟ้น อาบน้ำให้

และแม้ว่าท่านทั้งสองจะพึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขา

นั่นก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นอันได้กระทำคุณหรือได้ตอบแทนแก่มารดาบิดา

ถึงบุตรจะพึงสถาปนามารดาบิดาไว้ในราชสมบัติ

ทรงอิสราธิปัตย์บนมหาปฐพีอันมีสัตตรัตนะมากหลายนี้

ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นอันได้ทำคุณ หรือได้ตอบแทนมารดาบิดา

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้บำรุงเลี้ยง
แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย... ส่วนว่าบุตรคนใด ชักจูง ปลูกฝัง ประดิษฐาน
ซึ่งมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาไว้ในศรัทธาสัมปทา
...ซึ่งมารดาบิดาผู้ทุศีลไว้ในสีลสัมปทา
...ผู้มีมัจฉริยะไว้ในจาคสัมปทา
...ผู้ทรามปัญญาไว้ในสัญญาสัมปทา
ด้วยการกระทำเพียงนี้จึงชื่อว่าเป็นอันได้แทนคุณ
ได้ตอบแทนแก่มารดาบิดา..

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น

"ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง"

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17839

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่  ๗



         เทวทัตตสูตรที่  ๗   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
         บทว่า   อจิรปกฺกนฺเต  ได้แก่   เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์แล้ว
ออกไปไม่นาน.  บทว่า   อารพฺภ  ได้แก่  อาศัย   เจาะจง   มุ่งหมาย.
บทว่า   อตฺตวิปตฺตึ    ได้แก่   ความวิบัติ   คือ  อาการอันวิบัติของตน.
แม้ในบทที่เหลือ  ก็นัยนี้เหมือนกัน.  บทว่า  อภิภุยฺย  ได้แก่ ครอบงำ
ย่ำยี.
                              จบ  อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่  ๗

http://palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=3700158

เหตุ ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปพร้อม

ดูก่อนกัสสป  เหตุ  ๕  ประการเหล่านี้แล   ย่อมเป็นไป
พร้อมเพื่อความตั้งมั่น  ไม่ฟั่นเฟือน  ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม  เหตุ
๕ ประการเป็นไฉน  คือ
ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ในธรรมวินัยนี้    มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา
ในพระธรรม  ๑
ในพระสงฆ์  ๑
ในสิกขา  ๑
ในสมาธิ  ๑
เหตุ  ๕  ประการนี้แล  ย่อมเป็นไปพร้อม
เพื่อความตั้งมั่น  ไม่ฟั่นเฟือน   ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม.
                        จบสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่  ๑๓
                              จบกัสสปสังยุตที่  ๔

ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิด ขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป

ดูก่อนกัสสป     ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่
ได้      ธาตุน้ำ    ธาตุไฟ  ธาตุลม   ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้
ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิด ขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
เปรียบเหมือนเรือจะอับปาง   ก็เพราะต้นหนเท่านั้น   พระสัทธรรมยังไม่ 
เลือนหายไป   ด้วยประการฉะนี้.

สูตรก็ไม่ขาดมูล (อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 383

            อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต    เล่าเรียนนิกาย  ทรงธรรม
ทรงวินัย  ทรงมาติกา  ภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนสูตรแก่ผู้อื่น  เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ไม่ขาดมูล   (อาจารย์)    มีที่อาศัยสืบกันไป   นี้ธรรม
ประการที่  ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป
            อีกประการหนึ่ง    ภิกษุผู้ใหญ่  ๆ  ไม่เป็นผู้สะสมบริขาร   ไม่ปฏิบัติ
ย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา  มุ่งหน้าไปทางปวิเวก    ทำความเพียร
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ   เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม
ที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง  หมู่ชนผู้เกิดมาภายหลัง  ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น
ก็พากันเป็นผู้ไม่สะสมบริขาร ไม่ปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา
มุ่งหน้าไปทางปวิเวก   ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง    เพื่อบรรลุธรรม
ที่ยังไม่บรรลุ    เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งไปตามกัน     นี้ธรรม
ประการที่  ๔   เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แลธรรม ๔ ประการ เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
ตั้งอยู่   ไม่เลอะเลือนอันตรธาน.
                                           จบสุคตสูตรที่  ๑๐
                                 จบอินทริยวรรคที่  ๑
๑๐. สุคตสูตร
               ว่าด้วยแบบแผนคำสั่งสอนของพระสุคต
            [๑๖๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระสุคตก็ดี  วินัยพระสุคตก็ดี ยัง
ประดิษฐานอยู่ในโลก  อันนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก   เพื่อความสุขของ
คนมาก    เพื่ออนุเคราะห์โลก   เป็นความเจริญ   เป็นผลดี   เป็นความสุขแก่
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 381

            ก็พระสุคตเป็นไฉน ?   คือ   ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้   (อรหํ)  เป็น
พระอรหันต์   (สมฺมาสมฺพุทฺโธ)   เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ   (วิชฺชาจรณ-
สมฺปนฺโน)    เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ    (สุคโต)    เป็นผู้ไปดี
(โลกวิทู)  เป็นผู้รู้แจ้งโลก   (อนุตฺตโร  ปุริสทมฺมสารถิ)    เป็นสารถีฝึก
คนไม่มีใครยิ่งกว่า    (สตฺถา  เทวมนุสฺสานํ)   เป็นผู้สอนเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย   (พุทฺโธ)   เป็นผู้ตื่นแล้ว   เป็นผู้เบิกบานแล้ว    (ภควา)   เป็นผู้
จำแนกธรรม  นี้คือ  พระสุคต
            วินัยพระสุคตเป็นไฉน ?   คือพระสุคตนั้นแสดงธรรมงามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง    งามในที่สุด    ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้ง
พยัญชนะ    บริบูรณ์บริสุทธิ์สิ้นเชิง    (ธรรมที่พระสุคตแสดง    พรหมจรรย์
ที่พระสุคตประกาศ)  นี้คือ  วินัยพระสุคต
            ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระสุคตก็ดี  วินัยพระสุคตก็ดี    นี้ยังประดิษฐาน
อยู่ในโลก  อันนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก  เพื่อความสุขของคนมาก  เพื่อ
อนุเคราะห์โลก   เป็นความเจริญ  เป็นผลดี   เป็นความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ธรรม  ๔   ประการนี้เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
เลอะเลือนอันตรธานไป  ธรรม  ๔  ประการเป็นไฉน  คือ
            ภิกษุทั้งหลายในพระวินัยนี้        เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาผิดด้วยบท
พยัญชนะที่ใช้ผิด   เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ใช้ผิด  ย่อมมีนัยอันผิดไปด้วย
นี้
ธรรมประการที่  ๑  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
            อีกประการหนึ่ง    ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายาก    ประกอบด้วยธรรมอัน
ทำความว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับคำสั่งสอนโดยเบื้องขวา  นี้
ธรรมประการที่  ๒เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 382
อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต   เล่าเรียนนิกาย  ทรงธรรม
ทรงวินัย  ทรงมาติกา    ภิกษุเหล่านั้นไม่เอาใจใส่บอกสอนแก่ผู้อื่น   เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ขาดผู้เป็นมูล  (อาจารย์)   ไม่มีที่อาศัยสืบไป   นี้
ธรรมประการที่  ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไปอีกประการหนึ่ง
 ภิกษุผู้ใหญ่ ๆ เป็นผู้สะสมบริขาร  ปฏิบัติย่อหย่อน
มุ่งไปทางจะลาสิกขา  ทอดธุระในปวิเวก  ไม่ทำความเพียร  เพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
ปัจฉิมชนตา  (ประชุมชนผู้เกิดภายหลัง  คือสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเป็นต้น )
ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น   ก็พลอยเป็นผู้สะสมบริขาร   ปฏิบัติย่อหย่อน
มุ่งไปทางจะลาสิกขา    ทอดธุระในปวิเวก    ไม่ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
ไปตามกัน  นี้ธรรมประการที่  ๔ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
            ภิกษุทั้งหลาย    นี้แลธรรม   ๔   ประการ    เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
เลอะเลือนอันตรธาน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน พระองค์ได้ พระองค์ทรงเรียกตัวเองว่าพุทธะ

"ท่านผู้เจริญของเรา ! เราถามอย่างไรๆ ท่านก็ตอบว่ามิได้เป็นอย่างนั้นๆ, ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไรเล่า ?"
พราหมณ์เอย ! อาสวะ เหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็น เทวดา เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว, พราหมณ์เอย ! อาสวะเหล่าใดที่จะทำให้เราเป็น คนธรรพ์ เป็น ยักษ์ เป็น มนุษย์ เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว.
พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว, มันเกิดในน้ำเจริญในน้ำโผล่ ขึ้นพ้นน้ำตั้งอยู่ น้ำไม่เปียกติดมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้นนะพราหมณ์ ! เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลก ก็จริง แต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้ว และอยู่ในโลก โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน เราได้.
พราหมณ์ ! ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็น "พุทธะ" ดังนี้เถิด.
บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๙/๓๖.
ตรัสแก่โทณพราหมณ์ ที่โคนไม้ระหว่างทางแห่งหนึ่ง.

<-^->

ผู้ติดตาม