วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

ดานเครื่องผูก



อันเครื่องผูก อย่างหนึ่ง ซึ่งหยานหย่อน

แต่คลายผ่อน กลับยาก ลำบากยิ่ง

คือสมบัติ เมีย,ลูก ผูกใจจริง

มันมัดนิ่ง อยู่ทุกเมื่อ เหลือประมาณ

...แม้มิใช่ จะมัดจับ บังคับร่าง

ไปได้ดี ที่ต่างต่าง ข้างนอกบ้าน
แต่รึงรัด มัดไว้ ในสันดาน
ให้รนราน ร้อนเร้า เผาดวงใจ
...จึงผู้มี ปัญญาล้วน ควรละวาง
กามสุข ทุกข์อ้างว้าง เมื่อสุดท้าย
มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
ครั้นออกบวช ตัดแล้วไซร้ ไม่ร้อนรน

(เหตุแห่งการตรัส = พระพุทธเจ้า ตรัสแก่ภิกษุ ที่โรงธรรมสภา เมื่อภิกษุ เหล่านั้นเห็นโจรที่ถูกจองจำ ระหว่างทางที่ภิกษุเหล่านั้นเดินทางมาเฝ้าพุทธองค์ ที่วัดเชตวัน)

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ทวารทั้ง 9

“ภคินีเอย อันว่าร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก
มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้ง 9 มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น
เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด
เป็นรังแห่งโรค เป็นที่เก็บมูตรและกรีส
อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่าง ๆ เข้าไว้ และซึมออกมาเสมอ ๆ
เจ้าของกายจึงต้องชำระล้างขัดถูวันละหลาย ๆ ครั้ง
เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวันกลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่รังเกียจ
เป็นของน่าขยะแขยง


ขอบคุณ
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001810.htm

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

บุคคลสองท่านไม่กล่าวว่าจะกระทำตอบแทนได้ง่ายเลย



"ภิกษุทั้งหลาย สำหรับบุคคลสองท่าน

เราไม่กล่าวว่าจะกระทำตอบแทนได้ง่ายเลย

สองท่านคือใคร คือ มารดาและบิดา

หากบุตรจะเอามารดาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง

เอาบิดาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง

ปรนนิบัติ ถึงเขาจะมีอายุยืนด้วยการขัดสี นวดเฟ้น อาบน้ำให้

และแม้ว่าท่านทั้งสองจะพึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขา

นั่นก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นอันได้กระทำคุณหรือได้ตอบแทนแก่มารดาบิดา

ถึงบุตรจะพึงสถาปนามารดาบิดาไว้ในราชสมบัติ

ทรงอิสราธิปัตย์บนมหาปฐพีอันมีสัตตรัตนะมากหลายนี้

ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นอันได้ทำคุณ หรือได้ตอบแทนมารดาบิดา

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้บำรุงเลี้ยง
แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย... ส่วนว่าบุตรคนใด ชักจูง ปลูกฝัง ประดิษฐาน
ซึ่งมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาไว้ในศรัทธาสัมปทา
...ซึ่งมารดาบิดาผู้ทุศีลไว้ในสีลสัมปทา
...ผู้มีมัจฉริยะไว้ในจาคสัมปทา
...ผู้ทรามปัญญาไว้ในสัญญาสัมปทา
ด้วยการกระทำเพียงนี้จึงชื่อว่าเป็นอันได้แทนคุณ
ได้ตอบแทนแก่มารดาบิดา..

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น

"ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง"

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17839

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่  ๗



         เทวทัตตสูตรที่  ๗   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
         บทว่า   อจิรปกฺกนฺเต  ได้แก่   เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์แล้ว
ออกไปไม่นาน.  บทว่า   อารพฺภ  ได้แก่  อาศัย   เจาะจง   มุ่งหมาย.
บทว่า   อตฺตวิปตฺตึ    ได้แก่   ความวิบัติ   คือ  อาการอันวิบัติของตน.
แม้ในบทที่เหลือ  ก็นัยนี้เหมือนกัน.  บทว่า  อภิภุยฺย  ได้แก่ ครอบงำ
ย่ำยี.
                              จบ  อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่  ๗

http://palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=3700158

เหตุ ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปพร้อม

ดูก่อนกัสสป  เหตุ  ๕  ประการเหล่านี้แล   ย่อมเป็นไป
พร้อมเพื่อความตั้งมั่น  ไม่ฟั่นเฟือน  ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม  เหตุ
๕ ประการเป็นไฉน  คือ
ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ในธรรมวินัยนี้    มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา
ในพระธรรม  ๑
ในพระสงฆ์  ๑
ในสิกขา  ๑
ในสมาธิ  ๑
เหตุ  ๕  ประการนี้แล  ย่อมเป็นไปพร้อม
เพื่อความตั้งมั่น  ไม่ฟั่นเฟือน   ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม.
                        จบสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่  ๑๓
                              จบกัสสปสังยุตที่  ๔

ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิด ขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป

ดูก่อนกัสสป     ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่
ได้      ธาตุน้ำ    ธาตุไฟ  ธาตุลม   ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้
ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหากเกิด ขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
เปรียบเหมือนเรือจะอับปาง   ก็เพราะต้นหนเท่านั้น   พระสัทธรรมยังไม่ 
เลือนหายไป   ด้วยประการฉะนี้.

สูตรก็ไม่ขาดมูล (อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 383

            อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต    เล่าเรียนนิกาย  ทรงธรรม
ทรงวินัย  ทรงมาติกา  ภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนสูตรแก่ผู้อื่น  เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ไม่ขาดมูล   (อาจารย์)    มีที่อาศัยสืบกันไป   นี้ธรรม
ประการที่  ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป
            อีกประการหนึ่ง    ภิกษุผู้ใหญ่  ๆ  ไม่เป็นผู้สะสมบริขาร   ไม่ปฏิบัติ
ย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา  มุ่งหน้าไปทางปวิเวก    ทำความเพียร
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ   เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม
ที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง  หมู่ชนผู้เกิดมาภายหลัง  ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น
ก็พากันเป็นผู้ไม่สะสมบริขาร ไม่ปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา
มุ่งหน้าไปทางปวิเวก   ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง    เพื่อบรรลุธรรม
ที่ยังไม่บรรลุ    เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งไปตามกัน     นี้ธรรม
ประการที่  ๔   เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แลธรรม ๔ ประการ เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
ตั้งอยู่   ไม่เลอะเลือนอันตรธาน.
                                           จบสุคตสูตรที่  ๑๐
                                 จบอินทริยวรรคที่  ๑
๑๐. สุคตสูตร
               ว่าด้วยแบบแผนคำสั่งสอนของพระสุคต
            [๑๖๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระสุคตก็ดี  วินัยพระสุคตก็ดี ยัง
ประดิษฐานอยู่ในโลก  อันนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก   เพื่อความสุขของ
คนมาก    เพื่ออนุเคราะห์โลก   เป็นความเจริญ   เป็นผลดี   เป็นความสุขแก่
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 381

            ก็พระสุคตเป็นไฉน ?   คือ   ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้   (อรหํ)  เป็น
พระอรหันต์   (สมฺมาสมฺพุทฺโธ)   เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ   (วิชฺชาจรณ-
สมฺปนฺโน)    เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ    (สุคโต)    เป็นผู้ไปดี
(โลกวิทู)  เป็นผู้รู้แจ้งโลก   (อนุตฺตโร  ปุริสทมฺมสารถิ)    เป็นสารถีฝึก
คนไม่มีใครยิ่งกว่า    (สตฺถา  เทวมนุสฺสานํ)   เป็นผู้สอนเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย   (พุทฺโธ)   เป็นผู้ตื่นแล้ว   เป็นผู้เบิกบานแล้ว    (ภควา)   เป็นผู้
จำแนกธรรม  นี้คือ  พระสุคต
            วินัยพระสุคตเป็นไฉน ?   คือพระสุคตนั้นแสดงธรรมงามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง    งามในที่สุด    ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้ง
พยัญชนะ    บริบูรณ์บริสุทธิ์สิ้นเชิง    (ธรรมที่พระสุคตแสดง    พรหมจรรย์
ที่พระสุคตประกาศ)  นี้คือ  วินัยพระสุคต
            ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระสุคตก็ดี  วินัยพระสุคตก็ดี    นี้ยังประดิษฐาน
อยู่ในโลก  อันนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก  เพื่อความสุขของคนมาก  เพื่อ
อนุเคราะห์โลก   เป็นความเจริญ  เป็นผลดี   เป็นความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ธรรม  ๔   ประการนี้เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
เลอะเลือนอันตรธานไป  ธรรม  ๔  ประการเป็นไฉน  คือ
            ภิกษุทั้งหลายในพระวินัยนี้        เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาผิดด้วยบท
พยัญชนะที่ใช้ผิด   เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ใช้ผิด  ย่อมมีนัยอันผิดไปด้วย
นี้
ธรรมประการที่  ๑  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
            อีกประการหนึ่ง    ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายาก    ประกอบด้วยธรรมอัน
ทำความว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับคำสั่งสอนโดยเบื้องขวา  นี้
ธรรมประการที่  ๒เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 382
อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต   เล่าเรียนนิกาย  ทรงธรรม
ทรงวินัย  ทรงมาติกา    ภิกษุเหล่านั้นไม่เอาใจใส่บอกสอนแก่ผู้อื่น   เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ขาดผู้เป็นมูล  (อาจารย์)   ไม่มีที่อาศัยสืบไป   นี้
ธรรมประการที่  ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไปอีกประการหนึ่ง
 ภิกษุผู้ใหญ่ ๆ เป็นผู้สะสมบริขาร  ปฏิบัติย่อหย่อน
มุ่งไปทางจะลาสิกขา  ทอดธุระในปวิเวก  ไม่ทำความเพียร  เพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
ปัจฉิมชนตา  (ประชุมชนผู้เกิดภายหลัง  คือสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเป็นต้น )
ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น   ก็พลอยเป็นผู้สะสมบริขาร   ปฏิบัติย่อหย่อน
มุ่งไปทางจะลาสิกขา    ทอดธุระในปวิเวก    ไม่ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
ไปตามกัน  นี้ธรรมประการที่  ๔ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป
            ภิกษุทั้งหลาย    นี้แลธรรม   ๔   ประการ    เป็นเหตุให้พระสัทธรรม
เลอะเลือนอันตรธาน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน พระองค์ได้ พระองค์ทรงเรียกตัวเองว่าพุทธะ

"ท่านผู้เจริญของเรา ! เราถามอย่างไรๆ ท่านก็ตอบว่ามิได้เป็นอย่างนั้นๆ, ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไรเล่า ?"
พราหมณ์เอย ! อาสวะ เหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็น เทวดา เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว, พราหมณ์เอย ! อาสวะเหล่าใดที่จะทำให้เราเป็น คนธรรพ์ เป็น ยักษ์ เป็น มนุษย์ เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว.
พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว, มันเกิดในน้ำเจริญในน้ำโผล่ ขึ้นพ้นน้ำตั้งอยู่ น้ำไม่เปียกติดมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้นนะพราหมณ์ ! เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลก ก็จริง แต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้ว และอยู่ในโลก โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน เราได้.
พราหมณ์ ! ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็น "พุทธะ" ดังนี้เถิด.
บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๙/๓๖.
ตรัสแก่โทณพราหมณ์ ที่โคนไม้ระหว่างทางแห่งหนึ่ง.

<-^->

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ธรรมบท ๔ ข้อ คือ อนภิชฌา อพยาบาท สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ปริพาชกทั้งหลาย  ธรรมบท  ๔  ข้อนี้  ปรากฏว่าเป็นข้อธรรมอันเลิศ
ฯลฯ   สมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว    ธรรมบท  ๔  ข้อคือ
อะไรบ้าง  คือ  อนภิชฌา  อพยาบาท   สัมมาสติ   สัมมาสมาธิ   นี้แล
ธรรมบท ๔ ข้อที่ปรากฏว่าเป็นข้อธรรมอันเลิศ ฯลฯ  สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว.

ปริพาชกทั้งหลาย     ผู้ใดมาสำคัญเห็นธรรมบท  ๔  ข้อนี้ว่าเป็นข้อ
ควรติควรคัดค้าน   ผู้นั้นย่อมได้รับคำติฉินอันสมแก่เหตุ   ตกอยู่ในฐานะอันน่า
ติเตียน ๔  ประการในปัจจุบันนี้   ๔  ประการคืออะไรบ้าง  คือ

ถ้าผู้นั้นติเตียนคัดค้านธรรมบทคืออนภิชฌาไซร้  สมณะหรือพราหมณ์  
เหล่าใด  เป็นผู้มีอภิชฌามีความกำหนัดกล้าในกามทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้นก็ต้องเป็นที่บูชา...  เป็นที่ยกย่องของผู้นั้น
          ถ้าผู้นั้นติเตียนคัดค้านธรรมบทคืออพยาบาทไซร้  สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใด  เป็นผู้มีจิตพยาบาทมีใจดุร้าย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ต้องเป็น
ที่บูชา . . .  เป็นที่ยกย่องของผู้นั้น
          ถ้าผู้นั้นติเตียนคัดค้านธรรมบทคือสัมมาสติไซร้  สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเป็นผู้หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ     สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ต้อง
เป็นที่บูชา. . .  เป็นที่ยกย่องของผู้นั้น
           ถ้าผู้นั้นติเตียนคัดค้านธรรมบทคือสัมมาสมาธิไซร้        สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่มีสมาธิ     มีจิตหมุนไปผิด     สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้นก็ต้องเป็นที่บูชา. . .  เป็นที่ยกย่องของผู้นั้น
           ผู้ใดมาสำคัญเห็นธรรมบท  ๔  ข้อนี้ว่าเป็นข้อควรติควรคัดค้าน ผู้นั้น
ย่อมได้รับคำติฉินอันสมแก่เหตุ  ตกอยู่ในฐานะที่น่าติเตียน ๔ ประการนี้   ใน
ปัจจุบันนี่แล
           ปริพาชกทั้งหลาย    แม้แต่ปริพาชกชื่อวัสสะและภัญญะ      ชาวชนบท
อุกกละ  ผู้เป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ  ยังไม่สำคัญเห็นธรรมบท
๔ ข้อนี้ว่าเป็นข้อควรติควรคัดค้าน  นั่นเพราะเหตุอะไร   เพราะกลัวถูกนินทา
ว่าร้ายและเกลียดชัง
                                   ผู้ไม่พยาบาท    มีสติทุกเมื่อ   มีใจ
                           ตั้งมั่นในกายใน  ศึกษาในอันกำจัดอภิชฌา
                    เรียกว่าผู้ไม่ประมาท. 
                                               จบปริพาชกสูตรที่  ๑๐
                                                  จบอุรุเวลวรรคที่  ๓

ผู้เรียกว่าผู้ไม่ประมาท.

ผู้ไม่พยาบาท    มีสติทุกเมื่อ   มีใจ

ตั้งมั่นในกาย ในศึกษา ในอันกำจัดอภิชฌา
                     เรียกว่าผู้ไม่ประมาท. 


ว่าด้วยตรัสธรรม  ๔  แก่ปริพาชก


                                          จบปริพาชกสูตรที่  ๑๐

                                                  จบอุรุเวลวรรคที่  ๓

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

อัคคิวัจฉโคตตสูตร เรื่อง ปริพาชกวัจฉโคตร



ครั้งหนึ่ง ปริพาชกวัจฉโคตร ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระวิหารเชตวัน และได้ทูลถามปัญหาไปทีละข้อว่า อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริงหรือ คือ
โลกเที่ยง
โลกไม่เที่ยง
โลกมีที่สุด
โลกไม่มีที่สุด
ชีพ เป็นอันเดียวกันกับ สรีระ
ชีพ เป็นคนละอย่างกับ สรีระ
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่
สัตว์ตายแล้ว ไม่มีอยู่
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่

พระพุทธเจ้าตรัสตอบแต่ละข้อว่า เราไม่ได้เห็นอย่างนั้นที่มา: อัคคิวัจฉโคตตสูตร ๔] พ. ฉันนั้นแหละ วัจฉะ การกำหนดกันว่าเป็นสัตว์นั้น ย่อมกำหนดขึ้นด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ ในขันธ์ ๕ ว่าเป็นสัตว์ แต่ตถาคตละขันธ์นั้น ๆ ได้แล้ว พ้นจากการนับว่าเป็นขันธ์ใด ๆ เป็นสภาวะที่ลึกซึ้ง หยั่งรู้ได้ยาก ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด หรือว่าไม่เกิด หรือว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี หรือว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้ที่มา:อัคคิวัจฉโคตตสูตร ๑
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
mes

http://fws.cc/whatisnippana/index.php?topic=976.0

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อาสวานํ ขยาย สมโณ บุคคลที่เป็นอาสวักขันแล้วเรียกว่าเป็นสมณะมั่นคงแล้ว

 มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า  พระพุทธเจ้าทั้งหลายเรียก
นรชาติฝูงคนอันเป็นสมังคี  มีความพร้อมเพรียงด้วยธรรม ๔ ประการว่าเป็นสมณะ
 และ
คุณธรรม ๔ ประการนี้ คือ
ขนฺตี ความอดทนประการ ๑
อปฺปาหารตา  บริโภคอาหารแต่น้อยประการ๑
รติวิปฺปหานํ  คือประหารเสียซึ่งกำหนัดประการ ๑
อกิญฺจนํ  หากังวลมิได้ประการ ๑
สิริเป็นคุณธรรม ๔ และธรรมทั้ง ๔ นี้  มีอยู่ในสันดานบุคคลเป็น
ปุถุชนประกอบด้วยกิเลส  นี่แหละคำพระองค์ตรัสไว้ว่า  บุคคลที่เป็นอาสวักขันแล้วเรียกว่า
เป็นสมณะมั่นคงแล้ว


อัคคาอัคคสมณปัญหา ที่ ๑๐

             ภนฺเต  นาคเสน  ภาสิตํ  เจตํ  ภควตา  อาสวานํ  ขยาย  สมโณ  โหตีติ


มิลินทปัญหา




อาสวักขยญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มี กิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ(พิจารณา)

ขอบคุณข้อมูล
http://nkgen.com/427.htm

จิตใจของผู้บรรลุถึงอาสวขยญาณ เป็นจิตใจที่ผ่องแพ้ว ชื่นบาน เยือกเย็น และมั่นคง ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ใดๆ แม้จะร้ายแรงสักปานใดก็ตาม
ขอบคุณข้อมูล
บุญญสิกขา บุญญสิกขา ได้ร่วมบริจาคเข้าโครงการของเว็บพลังจิตเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา ในระยะ2เดือนนี้
ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่ แน่นิ่ง

[๓๐๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งใน ป่าช้า  อันฝูงกา
จิกกินอยู่บ้าง  ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง  ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง  หมู่สุนัขบ้านกัดกินอยู่บ้าง
หมู่สุนัขป่ากัดกินอยู่บ้าง  สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ  ชนิดฟอนกินอยู่บ้าง  จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบ
กายนี้ว่า  แม้กายนี้แล  ก็เหมือนอย่างนี้  เป็นธรรมดา  มีความเป็นอย่างนี้  ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้
เมื่อภิกษุนั้นไม่  ประมาท  มีความเพียร  ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้  ย่อมละความดำริพล่านที่
อาศัยเรือนเสียได้ 
เพราะละความดำริพล่านนั้นได้  จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่  แน่นิ่ง
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งมั่น
  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ  ฯ

กายคตาสติ 
คำว่า อาการ 32 เป็นคำที่มาจากคติในทางพระพุทธศาสนา ที่ถือว่าร่างกายของคนเราสามารถพิจารณาจำแนกออกเป็นธาตุทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน)  อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ)  เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และ วาโยธาตุ (ธาตุลม)  ในจำนวนธาตุทั้ง 4 นี้ มีอยู่ 2 ธาตุ ที่สามารถจับต้องได้ คือ ปฐวีธาตุ กับ อาโปธาตุ

ปฐวีธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง มี 19 อย่าง ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า  กับ มันสมอง อีก 1 อย่าง รวมเป็นทั้งหมด 20 อย่าง  ส่วน อาโปธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบ มี 12 อย่าง ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร   หากเรานับรวม ปฐวีธาตุ และ อาโปธาตุ ก็จะได้ 32 อย่าง เราจึงเรียกว่า อาการ 32 ซึ่งตรงกับภาษาบาลีว่า ทวัตติงสาการ     อาการ 32 จึงมิได้หมายถึงอวัยวะ 32 ส่วน อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่หมายถึงส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของเราตามที่อธิบายไว้เบื้องต้น


http://www.etipitaka.com/compare?lang1=thai&lang2=pali&p1=164&p2=205&volume=14

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ้นสงสัยด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้อง


พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า "อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มากแล้วจะสิ้นสงสัย" ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ ด้วยการคิด ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉยๆไม่ปฏิบัติภาวนาเลย ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น


หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=38483

พระสัจธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

พวกภิกษุ  เล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด
ด้วยบทและพยัญชณะที่ใช้กันมาผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้ผิดกันแล้ว
แม้แต่ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน
ภิกษุทั้งหลาย! นี้มูลกรณีย์หนึ่ง
ซึ่งทำให้พระสัจธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

บาลี พระพุทธภาษิต จตุกก. อ. ๒๑/๑๙๗/๑๖0

สัจธรรม คือ ความเป็นไปของธรรมชาติ โดยปราศจากความเป็นตัวเรา ของเรา อย่างสิ้นเชิง

บัวสี่เหล่า

ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนมหานทีไหลไปสู่ทิศปราจีน


๖. มหานทีปาจีนนินนสูตร
ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนมหานทีไหลไปสู่ทิศปราจีน


[๒๓๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหิ
ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีนแม้ฉันใด   ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘  เมื่อกระทำให้มาก

ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์  ๘  ก็น้อมไปสู่นิพพาน    โน้มไปสู่นิพพาน
โอนไปสู่นิพพาน  ฉันนั้นเหมือนกัน.                                 
[๒๓๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์  ๘ อย่างไรเล่า
จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน   โน้มไปสู่นิพพาน  โอนไปสู่นิพพาน   ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้     ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ    อันน้อมไปสู่นิพพาน
โน้มไปสู่นิพพาน  โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ   อันน้อมไป

ปาจีนนินนสูตร














แดงเสรีชน

แดงเสรีชน : ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ให้ลมพัดพา ใจฉันไปหาใจเธอ   ล่องลอยดั่งนกละเมอ ห่วงเธอหนอคนเสื้อแดง
สู้แดดตากฝน อดทนแม้วันอับแสง  ฝากดาราดวงสีแดง จันทร์ช่วยอีกแรงให้เธอปลอดภัย..
ถนนคนจริง ย่างเดินย่ำรอยศรัทธา  เลือดเรากลั่นเป็นน้ำตา ผ่านมาไม่เคยหวั่นไหว
จะทรนง ไร้เส้นแต่มีหัวใจ  แลกเอาประชาธิปไตย จะหนักแค่ไหนไม่เห็นกังวล..
* คนเสื้อแดง สุดแรงแดงทั้งแผ่นดิน  โค่นล้มชนชั้นหมดสิ้น แผ่นดินเท่าเทียมทุกคน
จะกอดคอเธอ จะเคียงข้างกัน ฝ่าวันทุกข์ทน  ลบรอยอำมาตย์ให้พ้น ปลดแอกผองชนพ้นผู้กดขี่..
** ฟ้าอัสดง หลงลืมก้อนดินหรือเปล่า  ฝากใจฝากคืนไร้ดาว ห่มหนาวให้เธอฝันดี
ตรงเส้นขอบฟ้า เมฆดำบังตาไม่มี  แสงทองส่องชัยศึกนี้ ประกาศศักดิ์ศรี แดงเสรีชน…



ทิศตะวันตก หรือ ทิศประจิม หรือ ทิศปัจฉิม เป็นหนึ่งในทิศหลักทั้งสี่ อยู่ตรงข้ามกับทิศตะวันออกขวามือของทิศใต้และซ้ายมือของทิศเหนือโดยมากจะกำหนดให้ทิศตะวันตกอยู่ด้านซ้ายของแผนที่ทางภูมิศาสตร์ แต่อยู่ด้านขวาของแผนที่ดาว
ดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตกพอดีในวันวิษุวัต
คตินิยมและความเชื่อ

ตาม
ตำราพรหมชาติมีความเชื่อว่าพืชมงคลประจำทิศตะวันตกคือ มะยมและ มะขามส่วนเทวดาประจำทิศตะวันตกคือพระพฤหัสบดี


ทิศตะวันตก

N. West
    def:[ทิศทางที่พระอาทิตย์ลับในเวลาเย็น]
    syn:{ทิศประจิม}
    ant:{ทิศตะวันออก}
    sample:[ทิศตะวันตกของไทยติดกับประเทศพม่า]

ทิศตะวันออก

N. east
    def:[ทิศทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า]
    syn:{ทิศบูรพา}
    ant:{ทิศตะวันตก}{ทิศประจิม}
    sample:[ประเทศไทยมีอาณาเขตทิศตะวันออกจดประเทศลาว และประเทศกัมพูชา]

http://th.w3dictionary.org/index.php?q=%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81
http://www.palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=3000157

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระองค์ทรงบัญญัญํติโลกกุตตรธรรมของคนทั่วไป

โลกย่อมยอมรับบัญญัติแห่งทรัพย์สี่ประการอย่างนั้นหรือพราหมณ์!
หามิได้  พระโคดม...
พราหมณ์เอย    เราขอบัญญัติโลกกุตรธรรมอันประเสริฐว่าเป็นของคน
ก็ต่อเมื่อ

ระลึกถึงสกุลวงศ์ทางมารดาบิดาแต่กาลก่อนว่าเป็นตะกูลใดอัตตภาพของเขาย่อมเป็นดังนั้น

เช่นเดียวกับไฟได้อาศัยอะไรเกิดขึ้นย่อมเป็นดังนั้นเช่น ไม้ฟืน สเก็ดไม้ หญ้าแห้ง หรือขี้วัว
เราบัญญัติว่าโลกกุตรธรรมเป็นของคนก็ต่อเมื่อระลึกได้ว่าอัตตภาพของตนมาจากสกุลใดๆฉันนั้น

พราหมณ์! แต่หากกุลบุตรแห่งกษัตริย์ต้องการลาออกจากสกุลกษัตริย์และได้อาศัยพระธรรมวินัยแห่งตถาคตเพื่อละเว้นการทำปาณาติปาต อทินนาทานจากเมถุนธรรม  เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท ปิสาวาท ผรุสวาท จากสัมผัปปลาปวาท เป็นผู้ไม่มีอภิชฌาไม่มีจิตพยาบาท เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ
ย่อมสำเร็จเเละเป็นเครื่องนำพาออกจากทุกข์ได้
  กุลบุตรเเห่งพราหมณ์ เวสส์ สูทณ ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน

พราหมณ์!   พราหมณ์ท่านเข้าใจว่าพราหมณ์เป็นพวกเดียวเท่านั้นหรือที่จะเจริญเมตตากรุณาจิต ชนเหล่าอื่นมิควรเจริญเมตตาจิตและลดการเบียดเบียน ?


หาได้ไม่พระเจ้าข้าพระโคดม    กษัตริย์ก็สมควร เวสส์ก็สมควร สูทรก็สมควร

ผู้ติดตาม