วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

มัชฌิมาปฏิปทาเป็นไฉน?



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มี
สัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
อยู่... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่...

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

กำจัด อภิชฌา* และโทมนัส* ในโลกได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา


*อภิชฌา [อะพิดชา] น. ความโลภ, ความอยากได้. (ป.).
*โทมนัส[โทมมะ-] น. ความเสียใจ, ความเป็นทุกข์ใจ. (ป. โทมนสฺส).
 พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน
guru.sanook.com

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ( มก. เล่ม 34 หน้า 595)
 เครดิต http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=6141&mode=threaded&pid=40753

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

๓๘. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ [๓๐๑]

 ภิกษุทั้งหลายถามพระอังคุลิมาล
ว่า  " ผู้มีอายุ ท่านเห็นช้างตัวดุร้าย   ยืนกั้นฉัตรอยู่แล้ว   ไม่กลัวหรือหนอ  ? "
พระอังคุลิมาลตอบว่า   " ไม่กลัว  ผู้มีอายุ."     
ภิกษุเหล่านั้น  กราบทูลพระศาสดา  "  พระเจ้าข้า  พระอังคุลิมาล
พยากรณ์พระอรหัตด้วยคำไม่จริง."
พระศาสดาตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย    อังคุลิมาลบุตรของเราย่อมไม่
กลัว,  เพราะว่า  ภิกษุทั้งหลายเช่นกับบุตรของเรา  ผู้องอาจที่สุดในระหว่าง
พระขีณาสพผู้องอาจทั้งหลาย   ย่อมไม่กลัว " 

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

ทานอันเป็นเลิศ

 [๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ คือ อามิสทาน ๑ ธรรม
ทาน ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย การแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ คือ การแจกจ่ายอามิส ๑ การแจกจ่าย
ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ การแจกจ่ายธรรม
เป็นเลิศ
 
๙. ทานสูตร


อามิษ, อามิส, อามิส*[อามิด, อามิดสะ] หมายถึง
 น. สิ่งของวัตถุเครื่องล่อใจมีเงินเป็นต้น,
 เช่น อย่าเห็นแก่อามิสสินจ้าง. (ส. อามิษ; ป. อามิส).
ธรรม, ธรรมะ*หมายถึง

[ทํา, ทํามะ] น. คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ
เป็นคนมีศีลมีธรรม; คําสั่งสอนในศาสนา 
ความความจริง ความยุติธรรม, ความถูกต้อง
กฎเกณฑ์,สิ่งทั้งหลาย

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

-ขอบคุณข้อมูล

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

ภิกษุทั้งหลายจงรู้เห็นตามที่เป็นว่าไม่เห็นโทษย่อมไม่ถึงทางออก

ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่รู้ด้วยจักษุตามที่มันเป็น เห็นรูปทั้งหลายตามที่มันเป็น รู้จักขุวิญญาณตามที่มันเป็น รู้เห็นจักขุสัมผัสตามที่มันเป็น รู้เห็นเวทนาอันเป็นสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นกับจักษุสัมผัส เป็นปัจจัยตามที่มันเป็น ย่อมไม่ติดพันในจักษุ ไม่ติดพันในรูป ไม่ติดพันในจักขุวิญญาณ ไม่ติดพันในจักขุสัมผัส ไม่ติดพันในเวทนา อันเป็นสุขหรือทุกข์ ที่เกิดขึ้นที่จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
  เมื่อไม่ติดพัน ไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง รู้ทันเเละเห็นโทษตะหนักอยู่
อุปทานทั้งหลายย่อมไม่ก่อตัวพอกพูนต่อไป ลดลงไปเรื่อยๆ เมือนันทิราคะไม่เเส่ซ่าน ย่อมถูกละไปเรื่อยๆ ภพชาติใหม่ก็จะไม่เกิด

พระองค์ทรงรับรองสงฆ์บางรูปเท่านั้นที่เป็นคนของพระองค์

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเหล่าใด ที่เป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม ยกตัว จองหอง ใจฟุ้งเฟ้อ ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่คนของเรา ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นได้ออกจากพระธรรมวินัยเสียแล้วย่อมไม่ถึงแห่งความเจริญและไพบูลย์งอกงาม ในธรรมวินัยได้เลย



พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แปลโดยพุทธทาสภิกขุ

การอบรมอินทรีย์(อินทรีภาวนาที่ยอดเยี่ยม)

ดูกรณ์ ! อานนท์ การอบรมอินทรีย์ภาวนาที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างไรเล่า  เพราะเห็นด้วยตา เพราะได้ยินด้วยหู เพราะได้กลิ่นด้วยจมูก เพราะรู้รสด้วยลิ้น เพราะต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เพราะรู้ธรรมมารมณ์ด้วยใจ ย่อมเกิดชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้าง แก่ภิกษุ เธอจงเข้าใจดังนี้ว่าความชอบใจไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง เป็นธรรมหยาบ เป็นของอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ภาวะต่อไปนี้จึงเกิดความสงบนิ่ง นั่นคืออุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) ทั้งนั้นความชอบใจไม่ชอบใจจึงดับไปอุเบกขาจึงตั่งมั่น

ภิกษุทั้งหลาย  ผู้ที่รู้เห็นจักษุตามที่มันเป็นไป รู้เห็นรูปตามที่มันเป็นไป
รู้เห็นจักขุวิญญาณตามที่มันเป็นไป
รู้เห็นจักษุสัมผัสตามที่มันเป้นไป
รู้เห็นเวทนาอันเป็นสุขหรือทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์รู้เท่าทันโทษเเตระหนักอยู่
ตัญหาอันเป้นตัวก่อภพใหม่ อันประกอบด้วยนันทิราคะก็จะถูกละไปด้วย

อย่างไรจึงจะชื่อว่าได้อยู่ด้วยความไม่ประมาท

ภิกษุ! ทั้งหลายอย่างไรจึงจะชื่อว่าอยู่ด้วยความไม่ประมาท  เมื่อภิกษุทั้งหลายสังวรจักขุนทรีย์ จิตย่อมไม่แส่ซ่านไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้ด้วยจักษุ เมื่อจิตไม่แส่ซ่าน ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อปราโมทย์แล้วปีติก็เกิด เมื่อใจปีติกายก็สงบระงับ ผู้มีกายสงบย่อมเป็นสุข ผู้มีจิตสุขย่อมได้สมาธิ เมื่อสมาธิเกิดธรรมก็ปรากฏ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท

จากหนังสือพุทธธรรม พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

เรือนมีการอยู่ครองไม่ดี นำความทุกข์มาให้

เรือนมีการอยู่ครองไม่ดี นำความทุกข์มาให้ การ
อยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์มาให้ ชนผู้
เดินทางไกลอันทุกข์ตกตามแล้ว เพราะเหตุนั้น บุคคล
ไม่พึงเดินทางไกลและไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ตกตามแล้ว กุลบุตร
ผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เพรียบพร้อมแล้วด้วยยศ
และโภคะ ไปถึงประเทศใดๆ เป็นผู้อันคนบูชาแล้วใน
ประเทศนั้นๆ แล สัตบุรุษย่อมปรากฏได้ในที่ไกล เหมือน
ภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษแม้นั่งแล้วในที่นี้ก็ย่อมไม่ปรากฏ
เหมือนลูกศรที่บุคคลยิงไปแล้วในเวลากลางคืน ฉะนั้น ภิกษุ
พึงเสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไป
ผู้เดียว ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า ฯ

ความงามแห่งหีบศพอันวิจิตร

 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ! ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก มีหนังและเลือดเป็นฉาบทา ที่มองเห็นเปล่งปลั่งผุดผาดนั้น เป็นเพียงผิวหนังเท่านั้น เหมือนมองเห็นความงามแห่งหีบศพอันวิจิตรตระการตา ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ แม้ภายนอกจะวิจิตรตระการตาเพียงไร ก็หาพอใจยินดีไม่ เพราะทราบชัดว่าภายในแห่งหีบอันสวยงามนั้นมีสิ่งปฏิกูลพึงรังกียจ”

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต

ดูกร!..วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม
 ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเราตถาคต
 ผู้ใด เห็นเราตถาคต....
ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม


พุทธวัจนะ



วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐ
เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุ ท. ! ความดับสนิท เพราะ
ความจางคลายไปโดยไม่เหลือ
 ของตัณหานั้นนั่นเทียว ความละ
ไปของตัณหานั้น ความสลัดกลับ
คืนของตัณหานั้น ความหลุดออกไป
 ของตัณหานั้น และความไม่มีที่
-อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น
อันใดอันนี้ เราเรียกว่า
คือความดับไม่เหลือของทุกข์

อริยสัจจากพระโอษฐ์ : พุทธทาสภิกขุ



วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปุญญวิปากสูตร(เจริญเมตตาจิต)

[๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้
เป็นชื่อของความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมรู้ชัดซึ่งผลแห่งบุญอันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้วตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี
ครั้นแล้ว เราไม่ได้กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป
ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ [ถูกไฟไหม้] เราเข้าถึงพรหมโลกชั้น
อาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า
ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่
ใครๆ ครอบงำไม่ได้ มีความเห็นแน่นอน มีอำนาจเต็ม เป็นท้าวสักกะผู้เป็น
ใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชา
มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบทถึงความสถาพรตั้งมั่น
ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว
ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้วเป็นที่ ๗ อนึ่ง
เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เรา
ครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา
ไม่ต้องใช้ศาตรา ฯ(สูตรที่๙)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=1939&Z=1976&pagebreak=0

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พึงเห็นสิ่งเป็นปัจจุบันและเฉพาะหน้า



















“ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งล่วงไปแล้วมาตาม ไม่ควรหวังสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดล่วงพ้นไปแล้ว สิ่งนั้นอันเราละเสียแล้ว อนึ่ง สิ่งใดซึ่งไม่มาถึงเล่าสิ่งนั้นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงไปแล้วมาตามไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น เฉพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้น ๆ ใครจะพึงรู้ว่า ความตายจักไม่มีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความหน่วงเหนี่ยว ความผูกพันด้วยมฤตยู ความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้นมิได้เลย ฉะนั้นความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน อันผู้มีปัญญาควรทำเสียในวันนี้เลยทีเดียว ไม่มีความเกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญดังนี้”

http://www.csd.go.th/news/27102006/

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

*ปุญญกิริยวัตถุสูตร

ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! บุคคลบางคนในโลกนี้กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อถึงแก่กาลกิริยาตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

*ปุญญกิริยวัตถุสูตร

(อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๖ หน้า ๑๔๕ บาลีฉบับสยามรัฐ)

เรียบเรียงจากโลกทีปนี และภูมิวิลาสินี โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี

(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)
จากสมาชิกพันทิป

http://www.pantip.com/

การให้ทานนั้นเป็นทางไปสู่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

ดูกรสารีบุตร! ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวัง ให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า"เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลาย แต่กาลก่อนคือท่านอัฏฐกฤาษี ท่านวามกฤาษี ท่านวามเทว ฤาษี ท่านเวสสามิตฤาษี ท่านยมทัคคฤาษี ท่านอังคีรสฤาษี ท่านภารทวาชฤาษี ท่านวาเสฏฐฤาษี ท่านกัสสปฤาษี ท่านภคฤาษี" ดังนี้ แต่เขาให้ทานด้วยคิดว่า "เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส" เขาผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำกาลกิริยาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

*ทานสูตร (อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๔๙ หน้า ๖๐ บาลีฉบับสยามรัฐ)
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.pantip.com

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อหังการ มมังการ และมานานุสัย

ดูกรราหุล ขันธ์5อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งในอดีต ในอนาคต หรือในปัจจุบัน ที่ภายในตนหรือภายนอกตน หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม บุคคลพึงพิจารณาขันธ์5 ทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูกรราหุล เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอกนี้ จึงจะไม่มี ก้าวล่วงด้วยดีในส่วนแห่งมานะ สงบแล้ว หลุดพ้นแล้วด้วยดี



พระสูตรในวันนี้ยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เถรวรรค
ขอบคุณข้อมูลhttp://wandeedee.wordpress.com/category/uncategorized/page/3/
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



.

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำตาที่ไหลของมนุษย์ที่เกิดและตายในวัฎที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้มากมายกว่าน้ำในมหาสมุทธทั้ง๔

๓. อัสสุสูตร

[๔๒๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่
ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔สิ่งไหนจะ
มากกว่ากัน ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ย่อมทราบธรรมตามที่พระ
ผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญ
ร้องไห้อยู่ เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้
แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ฯ
[๔๒๖] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้
ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯโดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ
ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทร
ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา ... ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว
น้องสาว ... ของบุตร ... ของธิดา ... ความเสื่อมแห่งญาติ ...ความเสื่อมแห่งโภคะ ... ได้ประ
สบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความ
เสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค - อนมตัคคสังยุตต์ - ปฐมวรรค - ๓. อัสสุสูตร
[พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน]

ขอบขอมูลจากhttp://th.wikisource.7val.com/

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จักรของพระองค์ไม่มีใครต้านทานได้


ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็เป็นฉันนั้น. ตถาคต
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการแล้ว ย่อมหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่ง
ไปกว่า
ให้เป็นไปได้โดยธรรม. และจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์
เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้.
ธรรม ๕ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า?
 ภิกษุ ท.! ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง
ย่อมเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท.
ตถาคตประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล จึงหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่น
ยิ่งกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม, และจักรนั้นเป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์
เทวดา มารพรหม หรือใครๆ ในโลกไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้ ดังนี้.

บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๖/๑๓๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

คำว่าจักร ย่อมหมายถึงอำนาจครอบงำ ซึ่งจะเป็นทางกายหรือทางจิต ย่อมแล้วแต่กรณี.


วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อดทน



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ที่อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่า เพราะความกลัว อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ด้อยกว่าตนได้เราเรียกว่าความอดทนนั้นว่าสูงสุด





พุทธวัจน์






.

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปหาสนรก

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารเวฬุวันในเมืองราชคฤห์ มีหัวหน้าช่างฟ้อนชื่อ ตาลบุตรมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วถามปัญหาว่า " ครูอาจารย์ของนักฟ้อนสอนเอาไว้ว่านักฟ้อนคนใดสร้างความรื่นรมย์ให้กับชนทั้งหลายด้วยเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง(การแสดงละคร) เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นสหายกับเทพเจ้าผู้รื่นเริงบนสวรรค์ เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่ " พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าอย่าถามเรื่องนี้กับพระองค์เลย แต่นายตาลบุตรก็ไม่ยอมหยุดได้ถามปัญหานี้ถึงสามครั้ง เมื่อพระพุทธองค์เห็นว่าห้ามแล้วยังไม่หยุดจึงทรงตอบว่า " ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีราคะ ถูกล่ามด้วยโซ่แห่งราคะ เป็นผู้มีโทสะ ถูกล่ามด้วยโซ่แห่งโทสะ เป็นผู้มีโมหะ ถูกล่ามด้วยโมหะ อยู่ก่อนแล้ว นักฟ้อนยังพยายามเอาสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เข้าไปยั่วยวนในท่ามกลางเวทีละครอีก ทำให้คนทั้งหลายยิ่งมัวเมาในราคะ โทสะ โมหะเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก ครั้นเมื่อตายไปแล้วก็จักไปเกิดใน ปหาสนรก ด้วยเพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิหลงผิดดังที่ท่านกล่าวถามมานี้แล" 

เมื่อนายตาลบุตรทราบว่าจะต้องตกนรกก็ร้องไห้รำพันว่าถูกครูอาจารย์นักฟ้อนหลอกลวงจึงกลับใจ ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้วขอออกบวชหลังจากนั้นไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ( สํ. สฬา. ๑๘/๓๗๗ ข้อ ๔๘๙ ) 

คำว่า " ปหาสนรก " นี้แปลว่า " นรกรื่นเริง " ตามคัมภีร์อรรถกถา สารัตถปกาสินี พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์นี้อธิบายว่า " ปหาสนรก เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในอเวจีนรก เขาเหล่านี้จะแต่งตัวเหมือนกับนักฟ้อนนักแสดง และการตกนรกของเขาก็เป็นการแสดงการฟ้อน การขับร้องอยู่ในส่วนหนึ่งของอเวจีนรกนั่นเอง " 

ดังพระบาลีแสดงเอาไว้ว่า " ปหาโส นาม นิรโยติ วิสุง ปหานามโก นิรโย นาม นตฺถิ อวิจีสฺเสว ปน เอกสมิง โกฏฐาเเส นจฺจนฺตา วิย คายนฺตา วิย จ นฏเวสํ คเหตฺวาว ปจฺจนฺติ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ " ( สา. ปกา. ๓/๑๖๕ ข้อ ๓๕๔ (มหาจุฬาฯ)






ขอบคุณ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=buddha_story&topic=374

ผู้ติดตาม