วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พึงเห็นสิ่งเป็นปัจจุบันและเฉพาะหน้า
“ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งล่วงไปแล้วมาตาม ไม่ควรหวังสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดล่วงพ้นไปแล้ว สิ่งนั้นอันเราละเสียแล้ว อนึ่ง สิ่งใดซึ่งไม่มาถึงเล่าสิ่งนั้นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงไปแล้วมาตามไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น เฉพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้น ๆ ใครจะพึงรู้ว่า ความตายจักไม่มีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความหน่วงเหนี่ยว ความผูกพันด้วยมฤตยู ความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้นมิได้เลย ฉะนั้นความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน อันผู้มีปัญญาควรทำเสียในวันนี้เลยทีเดียว ไม่มีความเกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญดังนี้”
http://www.csd.go.th/news/27102006/
วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554
*ปุญญกิริยวัตถุสูตร
ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! บุคคลบางคนในโลกนี้กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อถึงแก่กาลกิริยาตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
*ปุญญกิริยวัตถุสูตร
(อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๖ หน้า ๑๔๕ บาลีฉบับสยามรัฐ)
เรียบเรียงจากโลกทีปนี และภูมิวิลาสินี โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี
(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)
จากสมาชิกพันทิป
http://www.pantip.com/
*ปุญญกิริยวัตถุสูตร
(อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๖ หน้า ๑๔๕ บาลีฉบับสยามรัฐ)
เรียบเรียงจากโลกทีปนี และภูมิวิลาสินี โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี
(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)
จากสมาชิกพันทิป
การให้ทานนั้นเป็นทางไปสู่สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
ดูกรสารีบุตร! ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวัง ให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า"เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลาย แต่กาลก่อนคือท่านอัฏฐกฤาษี ท่านวามกฤาษี ท่านวามเทว ฤาษี ท่านเวสสามิตฤาษี ท่านยมทัคคฤาษี ท่านอังคีรสฤาษี ท่านภารทวาชฤาษี ท่านวาเสฏฐฤาษี ท่านกัสสปฤาษี ท่านภคฤาษี" ดังนี้ แต่เขาให้ทานด้วยคิดว่า "เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส" เขาผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำกาลกิริยาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
*ทานสูตร (อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๔๙ หน้า ๖๐ บาลีฉบับสยามรัฐ)
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.pantip.com
*ทานสูตร (อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๔๙ หน้า ๖๐ บาลีฉบับสยามรัฐ)
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.pantip.com
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อหังการ มมังการ และมานานุสัย
ดูกรราหุล ขันธ์5อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งในอดีต ในอนาคต หรือในปัจจุบัน ที่ภายในตนหรือภายนอกตน หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม บุคคลพึงพิจารณาขันธ์5 ทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูกรราหุล เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอกนี้ จึงจะไม่มี ก้าวล่วงด้วยดีในส่วนแห่งมานะ สงบแล้ว หลุดพ้นแล้วด้วยดี
พระสูตรในวันนี้ยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เถรวรรค
ขอบคุณข้อมูลhttp://wandeedee.wordpress.com/category/uncategorized/page/3/
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
.
พระสูตรในวันนี้ยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เถรวรรค
ขอบคุณข้อมูลhttp://wandeedee.wordpress.com/category/uncategorized/page/3/
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
.
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
น้ำตาที่ไหลของมนุษย์ที่เกิดและตายในวัฎที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้มากมายกว่าน้ำในมหาสมุทธทั้ง๔
๓. อัสสุสูตร
[๔๒๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่
ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔สิ่งไหนจะ
มากกว่ากัน ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ย่อมทราบธรรมตามที่พระ
ผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญ
ร้องไห้อยู่ เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้
แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ฯ
[๔๒๖] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้
ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯโดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ
ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทร
ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา ... ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว
น้องสาว ... ของบุตร ... ของธิดา ... ความเสื่อมแห่งญาติ ...ความเสื่อมแห่งโภคะ ... ได้ประ
สบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความ
เสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค - อนมตัคคสังยุตต์ - ปฐมวรรค - ๓. อัสสุสูตร
[พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน]
ขอบขอมูลจากhttp://th.wikisource.7val.com/
[๔๒๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่
ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔สิ่งไหนจะ
มากกว่ากัน ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ย่อมทราบธรรมตามที่พระ
ผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญ
ร้องไห้อยู่ เพราะการประสบสิ่งที่ไม่พอใจเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้
แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ฯ
[๔๒๖] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้
ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯโดยกาลนานนี้แหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ
ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทร
ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา ... ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว
น้องสาว ... ของบุตร ... ของธิดา ... ความเสื่อมแห่งญาติ ...ความเสื่อมแห่งโภคะ ... ได้ประ
สบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความ
เสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค - อนมตัคคสังยุตต์ - ปฐมวรรค - ๓. อัสสุสูตร
[พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน]
ขอบขอมูลจากhttp://th.wikisource.7val.com/
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
จักรของพระองค์ไม่มีใครต้านทานได้
ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็เป็นฉันนั้น. ตถาคต
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการแล้ว ย่อมหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่ง
ไปกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม. และจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์
เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้.
ธรรม ๕ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุ ท.! ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง
ย่อมเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท.
ตถาคตประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล จึงหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่น
ยิ่งกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม, และจักรนั้นเป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์
เทวดา มารพรหม หรือใครๆ ในโลกไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้ ดังนี้.
บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๖/๑๓๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
คำว่าจักร ย่อมหมายถึงอำนาจครอบงำ ซึ่งจะเป็นทางกายหรือทางจิต ย่อมแล้วแต่กรณี.
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
อดทน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ที่อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่า เพราะความกลัว อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ด้อยกว่าตนได้เราเรียกว่าความอดทนนั้นว่าสูงสุด
พุทธวัจน์
.
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ปหาสนรก
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารเวฬุวันในเมืองราชคฤห์ มีหัวหน้าช่างฟ้อนชื่อ ตาลบุตรมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วถามปัญหาว่า " ครูอาจารย์ของนักฟ้อนสอนเอาไว้ว่านักฟ้อนคนใดสร้างความรื่นรมย์ให้กับชนทั้งหลายด้วยเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง(การแสดงละคร) เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นสหายกับเทพเจ้าผู้รื่นเริงบนสวรรค์ เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่ " พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าอย่าถามเรื่องนี้กับพระองค์เลย แต่นายตาลบุตรก็ไม่ยอมหยุดได้ถามปัญหานี้ถึงสามครั้ง เมื่อพระพุทธองค์เห็นว่าห้ามแล้วยังไม่หยุดจึงทรงตอบว่า " ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีราคะ ถูกล่ามด้วยโซ่แห่งราคะ เป็นผู้มีโทสะ ถูกล่ามด้วยโซ่แห่งโทสะ เป็นผู้มีโมหะ ถูกล่ามด้วยโมหะ อยู่ก่อนแล้ว นักฟ้อนยังพยายามเอาสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เข้าไปยั่วยวนในท่ามกลางเวทีละครอีก ทำให้คนทั้งหลายยิ่งมัวเมาในราคะ โทสะ โมหะเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก ครั้นเมื่อตายไปแล้วก็จักไปเกิดใน ปหาสนรก ด้วยเพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิหลงผิดดังที่ท่านกล่าวถามมานี้แล"
เมื่อนายตาลบุตรทราบว่าจะต้องตกนรกก็ร้องไห้รำพันว่าถูกครูอาจารย์นักฟ้อนหลอกลวงจึงกลับใจ ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้วขอออกบวชหลังจากนั้นไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ( สํ. สฬา. ๑๘/๓๗๗ ข้อ ๔๘๙ )
คำว่า " ปหาสนรก " นี้แปลว่า " นรกรื่นเริง " ตามคัมภีร์อรรถกถา สารัตถปกาสินี พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์นี้อธิบายว่า " ปหาสนรก เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในอเวจีนรก เขาเหล่านี้จะแต่งตัวเหมือนกับนักฟ้อนนักแสดง และการตกนรกของเขาก็เป็นการแสดงการฟ้อน การขับร้องอยู่ในส่วนหนึ่งของอเวจีนรกนั่นเอง "
ดังพระบาลีแสดงเอาไว้ว่า " ปหาโส นาม นิรโยติ วิสุง ปหานามโก นิรโย นาม นตฺถิ อวิจีสฺเสว ปน เอกสมิง โกฏฐาเเส นจฺจนฺตา วิย คายนฺตา วิย จ นฏเวสํ คเหตฺวาว ปจฺจนฺติ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ " ( สา. ปกา. ๓/๑๖๕ ข้อ ๓๕๔ (มหาจุฬาฯ)
ขอบคุณ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=buddha_story&topic=374
เมื่อนายตาลบุตรทราบว่าจะต้องตกนรกก็ร้องไห้รำพันว่าถูกครูอาจารย์นักฟ้อนหลอกลวงจึงกลับใจ ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้วขอออกบวชหลังจากนั้นไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ( สํ. สฬา. ๑๘/๓๗๗ ข้อ ๔๘๙ )
คำว่า " ปหาสนรก " นี้แปลว่า " นรกรื่นเริง " ตามคัมภีร์อรรถกถา สารัตถปกาสินี พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์นี้อธิบายว่า " ปหาสนรก เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในอเวจีนรก เขาเหล่านี้จะแต่งตัวเหมือนกับนักฟ้อนนักแสดง และการตกนรกของเขาก็เป็นการแสดงการฟ้อน การขับร้องอยู่ในส่วนหนึ่งของอเวจีนรกนั่นเอง "
ดังพระบาลีแสดงเอาไว้ว่า " ปหาโส นาม นิรโยติ วิสุง ปหานามโก นิรโย นาม นตฺถิ อวิจีสฺเสว ปน เอกสมิง โกฏฐาเเส นจฺจนฺตา วิย คายนฺตา วิย จ นฏเวสํ คเหตฺวาว ปจฺจนฺติ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ " ( สา. ปกา. ๓/๑๖๕ ข้อ ๓๕๔ (มหาจุฬาฯ)
ขอบคุณ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=buddha_story&topic=374
วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554
เมื่อเธอไม่มี
พาหิยะ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น ได้ฟังเสียงแล้วสักว่าฟัง ได้กลิ่นแล้วสักว่าลิ้ม ได้สัมผัสทางผิวกายแล้ว สักว่าสัมผัส ได้รู้แจ้งธรรมมารมณ์ก็สักว่าได้รู้แจ้งแล้ว เมื่อนั้น"เธอ" จักไม่มี เมื่อใดเธอไม่มี เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้ ไม่ปรากฏในโลกอื่น ไม่ปรากฏในโลกทั้งสอง นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์.
พุทธวัจน์
.
พุทธวัจน์
.
ท่อนไม้ที่ลอยออกไปได้ถึงทะเล
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่อนไม้นั้นจะไม่เข้าไปติดเสียที่ ฝั่งใน หรือฝั่งนอก ไม่จมในกลางน้ำ ไม่ขึ้นไปติดแห้ง
อยู่บนบก ไม่ถูกมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้ ไม่ผุเสียเองภายในไซร้ ท่อนไม้เช่นกล่าวนี้ จักลอยไหลพุ่งไปสู่ทะเล เพราะเหตุว่า ลำแม่น้ำคงคาโน้มน้อม ลุ่มลาดเอียงเทไปสู่ทะเล.
ภิกษุทั้งหลาย! คำว่า"ฝั่งใน" เป็นชื่อของอายตนะภายใน๖
คำว่า"ฝั่งนอก" เป็นชื่อของอายตนะภายนอก๖
คำว่า"จมเสียในท่ามกลาง"เป็นชื่อของนันทิราคะ(ความกำหนัดเพลิดเพลิน)
คำว่า"ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก" เป็นชื่อของอัสมิมานะ(ความสำคัญว่าเป็นเรา)
คำว่า"ถูกมนุษย์จับไว้"ได้แก่ภิกษุในกรณีนี้เป็นผู้ระคนด้วยพวกคฤหัสถ์เพลิดเพลินด้วยกัน โศกเศร้าด้วยกัน มีสุขเมื่อคฤหัสเหล่านั้นมีสุข มีทุกข์เมื่อคฤหัสเหล่านั้นเป็นทุกข์ ประกอบการงานในกิจการที่บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสนั้นด้วยตนเองภิกษุนี้เราเรียกว่าผู้ถูกมนุษย์จับไว้
คำว่า"ถูกอมนุษย์จับไว้" ได้แก่ภิกษุบางรูปในกรณีย์ประพฤติพรหมจรรย์โดยตั่งความปรารถนาเทพนิกายชั้นใดชั้นหนึ่งว่าด้วศีลนี้หรือวัตรนี้หรือว่าด้วยตบะเราจักได้เป็นเทวดาผู้มีศักดาใหญ่หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าผู้ถูกอมนุษย์จับไว้
"คำว่าถูกเกลียวน้ำวนวนไว้" เป็นชื่อของกามคุณ๕
"เป็นผู้เน่าเสียเองภายใน" คือภิกษุบางรูปในกรณีนี้เป็นคนทุศีล มีความอยู่ลามกไม่สะอาดมีความประพฤติที่ตนเองนึกแล้ว ก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าสมณะ
ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าและเปียกเเฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเน่าเสียเองภายในแล.
พุทธวัจน์
.
อยู่บนบก ไม่ถูกมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนวนไว้ ไม่ผุเสียเองภายในไซร้ ท่อนไม้เช่นกล่าวนี้ จักลอยไหลพุ่งไปสู่ทะเล เพราะเหตุว่า ลำแม่น้ำคงคาโน้มน้อม ลุ่มลาดเอียงเทไปสู่ทะเล.
ภิกษุทั้งหลาย! คำว่า"ฝั่งใน" เป็นชื่อของอายตนะภายใน๖
คำว่า"ฝั่งนอก" เป็นชื่อของอายตนะภายนอก๖
คำว่า"จมเสียในท่ามกลาง"เป็นชื่อของนันทิราคะ(ความกำหนัดเพลิดเพลิน)
คำว่า"ขึ้นไปติดแห้งอยู่บนบก" เป็นชื่อของอัสมิมานะ(ความสำคัญว่าเป็นเรา)
คำว่า"ถูกมนุษย์จับไว้"ได้แก่ภิกษุในกรณีนี้เป็นผู้ระคนด้วยพวกคฤหัสถ์เพลิดเพลินด้วยกัน โศกเศร้าด้วยกัน มีสุขเมื่อคฤหัสเหล่านั้นมีสุข มีทุกข์เมื่อคฤหัสเหล่านั้นเป็นทุกข์ ประกอบการงานในกิจการที่บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสนั้นด้วยตนเองภิกษุนี้เราเรียกว่าผู้ถูกมนุษย์จับไว้
คำว่า"ถูกอมนุษย์จับไว้" ได้แก่ภิกษุบางรูปในกรณีย์ประพฤติพรหมจรรย์โดยตั่งความปรารถนาเทพนิกายชั้นใดชั้นหนึ่งว่าด้วศีลนี้หรือวัตรนี้หรือว่าด้วยตบะเราจักได้เป็นเทวดาผู้มีศักดาใหญ่หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าผู้ถูกอมนุษย์จับไว้
"คำว่าถูกเกลียวน้ำวนวนไว้" เป็นชื่อของกามคุณ๕
"เป็นผู้เน่าเสียเองภายใน" คือภิกษุบางรูปในกรณีนี้เป็นคนทุศีล มีความอยู่ลามกไม่สะอาดมีความประพฤติที่ตนเองนึกแล้ว ก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำที่ปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าสมณะ
ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าและเปียกเเฉะ มีสัญชาติหมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเน่าเสียเองภายในแล.
พุทธวัจน์
.
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่เธอยังหมั่นประชุมเนืองนิตย์ พร้อมเำพรียงกันประชุม เคารพในสิกขาบทบัญญัติยำเกรง ภิกษุผู้เป็นสังฆเถระ สังฆบิดร ไม่ยอมตนให้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งตัญหาำ พอใจในการอยู่อาศัยเสนาสนะป่า ปรารถนาให้เำพื่อนำพรหมจารีย์ มาสู่สำนักและอยู่เป็นสุขตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่เจริญแต่ส่วนเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ำพวกเธอไม่หมกมุ่นกับการงานมากเกินไป ไม่พอใจด้วยการพูดคุยฟุ้งซ้าน ไม่ชอบใจในการนอนมากเกินควร ไม่ยินดีในการคลุกคลีกด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นผู้ปรารถนาลามก ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาชั่ว ไม่คบมิตรเลว ไม่หยุดความเำพียร พยายามเำพื่อบรรลุคุณธรรมขั่นสูงขึ้นไปแล้ว ตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญแต่ส่วนเดียว
พุทธโอวาทก่อนปรินิำพพาน/อ.วศิน อินทสละ
.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ำพวกเธอไม่หมกมุ่นกับการงานมากเกินไป ไม่พอใจด้วยการพูดคุยฟุ้งซ้าน ไม่ชอบใจในการนอนมากเกินควร ไม่ยินดีในการคลุกคลีกด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นผู้ปรารถนาลามก ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาชั่ว ไม่คบมิตรเลว ไม่หยุดความเำพียร พยายามเำพื่อบรรลุคุณธรรมขั่นสูงขึ้นไปแล้ว ตราบนั้นพวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญแต่ส่วนเดียว
พุทธโอวาทก่อนปรินิำพพาน/อ.วศิน อินทสละ
.
ที่ภิกษุจะไม่ดูแลสตรีเพศเสียเลยนั้นเป็นการดี
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! ในพรหมจรรย์นี้มีสุภาพสตรีเป็นอันมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยฐานะต่างๆ เป็นมารดาบ้างเป็นพี่หญิงน้องหญิงบ้าง เป็นเครืองญาติบ้าง และเป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนะตรัยบ้าง ภิกษุจะปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร ?
"อานนท์การที่ภิกษุจะไม่ดูแลสตรีเพศเสียเลยนั้นเป็นการดี"
" ถ้าจำเป็นต้องเห็นเล่าพระเจ้าข้า " พระอานนท์ทูลซัก
"ถ้าจำเป็นต้องเห็นก็อย่าพูดด้วย อย่าสนทนาด้วยเป็นการดี" พระศาสดาตอบ
"ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วยเล่าพระพุทธเจ้าข้า จะปฏิบัติอย่างไร "
"ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วยก็จงมีสติไว้ ควบคุมสติให้ดี สำรวมอินทรีย์ วาจาให้เรียบร้อย อย่าให้กำหนัดยินดี
หรือความหลงไหลครอบงำจิตใจได้
อานนท์!เรากล่าวว่าสตรีที่บุรุษเอาใจเข้าไปเกี่ยวเกาะนั้น เป็นมลทินของพรหมจรรย์
"แล้วสตรีที่บุรุษมิได้เอาใจเข้าไปเกี่ยวเกาะเล่าพระพุทธเจ้าข้าจะเป็นมลทินของพรหมจรรย์หรือไม่? "
"ไม่เป็นซิอานนท์! เธอระลึกได้อยู่หรือ เราเคยพูดไว้ว่า อารมณ์อันวิจิต ความสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียเเล้ว สิ่งวิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อๆ ทำพิษอะไรไม่ได้อีกต่อไป"
วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554
การเกิดแห่งวงศ์สากยะ
อัมพัฏฐะ! เรื่องดึกดำบรรพ์ พระเจ้าอุกกากราช ปรารถนา จะยกราชสมบัติ ประทานแก่โอรสที่โปรดปรานต้องพระทัย จึงได้ขับราชกุมาร ผู้มีพระชนแก่กว่า คือเจ้า อุกกากมุข กรกัณฑุ หัตถินีกะ สินีปุระ ออกจากราชอาณาจักรไปตั่งสำนักอยู่ ณ.ป่าสากใหญ่ ใกล้สระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ เธอเหล่านั้นกลัวชาติระคนกัน จึงสมสู่กับพี่น้องหญิงของเธอเอง ต่อมาพระเจ้าอุกกากราช ตรัสกับอำมาตย์ว่า บัดนี้กุมารเหล่านั้นอยู่ที่ไหน กราบทูลว่า กุมารเหล่านั้นเสด็จอยู่นะป่าสากใหญ่ ขณะนั้น พระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งวาจาว่า กุมารผู้อาจหาญหนอ กุมารผู้อาจหาญอย่างยิ่งหนอ เพราะเหตุนั้นเป็นเดิม จึงเป็นพวกสากยะ สืบมา
---พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แปลโดยพุทธทาสภิกขุ---
---พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แปลโดยพุทธทาสภิกขุ---
ทรงพยายามในญาณทัศนะเป็นขั้นๆก่อนตรัสรู้
ภิกษุทั้งหลาย! ครั้งก่อน แต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ เราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูปทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้ึสึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้ด้วย ข้อนั้นจักเป็นญาณ ทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลาย! โดยสมัยอื่นอีกเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็จำแสงสว่างได้ด้วย เห็น รูปทั้งหลายได้ด้วย แต่ไม่ได้ตั่งใจอยู่ร่วม ไม่ได้เจรจาร่วม ไม่ได้โต้ตอบร่วมกับเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นๆ
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกนั้นได้เกิดขึ้นแก่เราว่าถ้าเราจะจำแสงสว่างนั้นเป็นต้น ก็ได้ด้วย ข้อนั้นจะเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลาย ! โดยสมัยอื่นอีกเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็โต้ตอบกับเทวดาเหล่านั้นๆได้ด้วย แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ๆ มาจากเทพนิกายไหนๆ
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้เป็นต้น ก็ได้ด้วย ตลอดถึงการรู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายนั้นๆด้วยแล้ว ข้อนั้นจักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลายโดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็รู้ว่าเทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายนั้นๆ แต่ไม่รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ๆเคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นๆ ด้วยวิบากกรรมอย่างไหน
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้นก็ได้ด้วย ตลอดจนรู้ได้ด้วยว่า
เทวดาเหล่านี้ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ ด้ววิบากกรรมอย่างนี้ๆ แล้วข้อนั้น จักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นของเรา ภิกษุ ทั้งหลาย! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่แล้วแล อยู่ ก็รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ แต่ไม่รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ๆ มีอาหารอย่างนี้ๆเป็นปกติเสวยสุขและทุกข์อย่างนี้อย่างๆ เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนเท่านี้ๆ ตั้งอยู่ได้นานเท่านี้ๆ เราเองเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ทั้งหลายเหล่านี้ หรือไม่เคยอยู่ร่วมหนอ ภิกษุทั้งหลาย ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้ว แล อยู่ ก็รู้ได้ตลอดถึงข้อว่า เราเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ทั้งหลายเหล่านี้ ๆหรือไม่แล้ว
------พุทธประวัติจากพระโอษฐ์แปลโดยพุทธทาสภิกขุ---------
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้ึสึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้ด้วย ข้อนั้นจักเป็นญาณ ทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลาย! โดยสมัยอื่นอีกเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็จำแสงสว่างได้ด้วย เห็น รูปทั้งหลายได้ด้วย แต่ไม่ได้ตั่งใจอยู่ร่วม ไม่ได้เจรจาร่วม ไม่ได้โต้ตอบร่วมกับเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นๆ
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกนั้นได้เกิดขึ้นแก่เราว่าถ้าเราจะจำแสงสว่างนั้นเป็นต้น ก็ได้ด้วย ข้อนั้นจะเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลาย ! โดยสมัยอื่นอีกเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็โต้ตอบกับเทวดาเหล่านั้นๆได้ด้วย แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ๆ มาจากเทพนิกายไหนๆ
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้เป็นต้น ก็ได้ด้วย ตลอดถึงการรู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายนั้นๆด้วยแล้ว ข้อนั้นจักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิยิ่งของเรา ภิกษุทั้งหลายโดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็รู้ว่าเทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายนั้นๆ แต่ไม่รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ๆเคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นๆ ด้วยวิบากกรรมอย่างไหน
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้นก็ได้ด้วย ตลอดจนรู้ได้ด้วยว่า
เทวดาเหล่านี้ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ ด้ววิบากกรรมอย่างนี้ๆ แล้วข้อนั้น จักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นของเรา ภิกษุ ทั้งหลาย! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่แล้วแล อยู่ ก็รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ แต่ไม่รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ๆ มีอาหารอย่างนี้ๆเป็นปกติเสวยสุขและทุกข์อย่างนี้อย่างๆ เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนเท่านี้ๆ ตั้งอยู่ได้นานเท่านี้ๆ เราเองเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ทั้งหลายเหล่านี้ หรือไม่เคยอยู่ร่วมหนอ ภิกษุทั้งหลาย ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้ว แล อยู่ ก็รู้ได้ตลอดถึงข้อว่า เราเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ทั้งหลายเหล่านี้ ๆหรือไม่แล้ว
------พุทธประวัติจากพระโอษฐ์แปลโดยพุทธทาสภิกขุ---------
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
พึงได้ความเป็มนุษย์ได้ยาก
ภิกษุทั้งหลาย!สมมุติว่ามหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้ มีน้ำทั่วถึง
เป็นอันเดียวกันหมด บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก(ไม้ไผ่!) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียวลงไปในน้ำนั้น ลมตะวันตกพัดพาไปทางทิศทางตะวันออก ลมเหนือพัดพาไปทางทิศใต้ อยู่ดังนี้ ในน้ำมีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ล่วงไปร้อยปีมันจะผุดขึ้นขึ้นมาหนึ่งครั้งๆ ภิกษุทั้งหลาย จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอดจะจะพึงยื่นคอไปในรูซึ่งมีเพียงรูเดียวในแอกเท่านั้น
ข้อนี้เป็นไปได้ยากพระเจ้าข้า !
ภิกษุทั้งหลาย! ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่ที่ใครๆจะพึงได้ความเป็นมนุษย์ ยากที่จะได้พบพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นอันยากที่พระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วนั้นจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก.
พุทธวัจน์
เป็นอันเดียวกันหมด บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก(ไม้ไผ่!) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียวลงไปในน้ำนั้น ลมตะวันตกพัดพาไปทางทิศทางตะวันออก ลมเหนือพัดพาไปทางทิศใต้ อยู่ดังนี้ ในน้ำมีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ล่วงไปร้อยปีมันจะผุดขึ้นขึ้นมาหนึ่งครั้งๆ ภิกษุทั้งหลาย จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอดจะจะพึงยื่นคอไปในรูซึ่งมีเพียงรูเดียวในแอกเท่านั้น
ข้อนี้เป็นไปได้ยากพระเจ้าข้า !
ภิกษุทั้งหลาย! ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่ที่ใครๆจะพึงได้ความเป็นมนุษย์ ยากที่จะได้พบพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นอันยากที่พระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วนั้นจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก.
พุทธวัจน์
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
พระพุทธเจ้าไม่ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด
โมคคัลลานะ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี ศีลบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว. ศีลของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีล, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลเลย. โมคคัลลานะ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี อาชีวะบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว. อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลย. โมคคัลลานะ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี การแสดงธรรมบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์. การแสดงธรรมของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย. โมคคัลลานะ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี การตอบคำถามบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการตอบคำถามบริสุทธิ์. การตอบคำถามของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถาม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถามเลย. โมคคัลลานะ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี ญาณทัสสนะบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์แล้ว. ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสสนะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับณาณทัสสนะเลย, ดังนี้.
พุทธวัจน์
บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐. ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะ ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. พุทธ
ประวัติจากพระโอฐษ์ แปลโดยพุทธทาสภิกขุ
และขอบคุณ supatra.p
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/01/Y8735183/Y8735183.html
http://www.buddhadasa.org/html/life-work/dhammakot/01-buddha/3-14.html
พุทธวัจน์
บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐. ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะ ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. พุทธ
ประวัติจากพระโอฐษ์ แปลโดยพุทธทาสภิกขุ
และขอบคุณ supatra.p
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/01/Y8735183/Y8735183.html
http://www.buddhadasa.org/html/life-work/dhammakot/01-buddha/3-14.html
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
การปรากฏของพระตถาคตมีได้ยากในโลก
ภิกษุ! ทั้งหลาย การมาปรากฏของ บุรุษเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง) มีได้ยากในโลก . ใครเล่าจะเป็นบุคคลเอก ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองเป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง )การปรากฏของบุคคลเอกแลมีได้ยากในโลก.
บาลีเอก.อํ.๒o/๒๙/๑๔o ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลาย.
บาลีเอก.อํ.๒o/๒๙/๑๔o ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลาย.
...โลกธาตุหนึ่ง....มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว...
อานนท์! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะนั้น ย่อมรู้ว่าข้อนี้มิใช่ฐานะ ข้อนี้มีโอกาศที่จะมีคือข้อที่มีโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคตผู้อรหันต์ สัมมาสัมพุทธะ สององค์เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
ส่วนฐานะที่มีได้นั้นคือ ในโลกธาตุเดียวมีพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้นนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้
พุทธวัจนะ
๑.บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕
(จากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์แปลโดยพุทธทาสภิกขุ)
ส่วนฐานะที่มีได้นั้นคือ ในโลกธาตุเดียวมีพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้นนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้
พุทธวัจนะ
๑.บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕
(จากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์แปลโดยพุทธทาสภิกขุ)
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
บัวสี่เหล่า
บุคคล ๔ จำพวก คือ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยย ปทปรมะ ก็เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่านั้นแล. ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ท่านยกขึ้นแสดง ชื่ออุคฆฏิตัญญู. บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อท่านแจกความแห่งคำย่อโดยพิสดาร ชื่อว่าวิปจิตัญญู. บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับด้วยความพากเพียรท่องจำ ด้วยการไต่ถาม ด้วยทำไว้ในใจโดยแบบคาย ด้วยคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร ชื่อว่าเนยย. บุคคลที่ไม่ตรัสรู้ธรรมได้ในชาตินั้น แม้เรียนมาก ทรงไว้มาก สอนเขามาก ชื่อว่าปทปรมะ.
— 'อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา'
— 'อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา'
มหาอานิสงส์ของการพิมพ์หนังสือธรรมะ
“ ดูก่อนสารีบุตร นรชนใดมีใจเปี่ยมด้วยศรัทธาได้สร้างหนังสือพระธรรมไว้ในพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์แก่ชนทั้งหลายได้อ่านได้สดับฟัง จะได้รับอานิสงส์ใหญ่อันประมาณมิได้ ดูก่อนสารีบุตร อย่าว่าแต่พระพุทธวจนะตลอดทั้งไตรปิฎกนั้นเลย “แม้อักขระธรรมหนึ่งตัว” เป็นเครื่องหมายเพื่อน้อมนำจิตระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย นำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ผู้ได้พบเห็น เป็นบ่อเกิดให้ประพฤติคุณงามความดีได้ฉะนั้นแล้วจะยังผลให้ผู้สร้างได้เสวยสุขเกษมสิ้นกาลช้านาน จักได้เสวยราชสมบัติเป็นบรมจักรพรรดิถึง 84,000 กัป ใช่แต่เท่านั้น เมื่อเคลื่อนจากความเป็นจักรพรรดิมาแล้วจะได้เสวยราชสมบัติเป็นพระราชาทรงมหิธานุภาพอีก 9 อสงไขย ต่อแต่นั้นมาก็จะได้เสวยสมบัติในตระกูลต่างๆ เป็นลำดับไปอันมีตระกูล พราหมณมหาศาล ตระกูลเศรษฐี คฤหบดี และภูมิเทวดาอย่างละ 9 อสงไขย ต่อแต่นั้นก็จะได้ไปเสวยสมบัติในฉกามาพจรสวรรค์ 6 ชั้นประณีีตเป็นลำดับขึ้นไปชั้นละ 9 อสงไขย เมื่อจุติจากเทวโลกแล้วก็จะถือเอากำเนิดในมนุษย์มีกายผุดผ่องโสภาเป็นที่ปฏิพัทธ์รักใคร่ของผู้ได้พบเห็น ทั้งน้ำใจก็สุจริตปราศจากมลทิน อานิสงส์ดังกล่าวมานี้เพราะอำนาจการสร้างอักขระธรรมหนึ่งตัว
พุทธวัจน์
.
พุทธวัจน์
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)