วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์๔ประการให้แก่

ข้าแต่พระสมณะโคดมผู้เจริญ
พราหมณ์ทั้งหลายได้บัญญัติทรัพย์๔ประการให้แก่
กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ และสูทรคือ

การเที่ยวภิกขาจารเป็นของพราหมณ์
คันศรและกล่องธนูเป็นของกษัตริย์
คันไถและโครักขกรรมเป็นของเวสส์
เคียวและไม้คานเป็นทรัพของสูทร

เมื่อพราหมณ์เหยียด*การภิกขาจารย์
กษัตริย์เหยียดคันศร  เวสส์เหยียดคันไถ
สูทรเหยียดคันไถและโครักขกรรม
คือการทำกิจนอกหน้าที่




วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจท้วงติงได้

          ภิกษุ ท.! ตถาคตเป็นผู้ที่ใครๆ ไม่อาจท้วงติงได้ด้วยธรรม ๓ อย่างคือ:-
          ภิกษุ ท.! (๑) ตถาคตมีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้ว, ในธรรมนั้นๆ ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม,หรือใครๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "ท่านไม่ใช่เป็นผู้มีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้ว เพราะเหตุเช่นนี้ๆ" ดังนี้.
          ภิกษุ ท.! (๒) ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่เราบัญญัติไว้ดีแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย, โดยอาการที่สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติแล้วย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในธรรมอันตนเห็นแล้วนี่เองเข้าถึงวิมุตตินั้นแล้วแลอยู่. ในปฏิปทานั้นๆ ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้ดีแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย, -โดยอาการที่ ฯลฯ แล้วแลอยู่ ก็หาไม่" ดังนี้.
          ภิกษุ ท.! (๓) สาวกบริษัทของเรา นับด้วยร้อยเป็นอเนก ที่ได้ทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ* ฯลฯ. ในข้อนั้น เราไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลกจักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "สาวกบริษัทของท่าน มีนับด้วยร้อยเป็นเอนกก็หามิได้ ที่ได้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ" ดังนี้.
          ภิกษุ ท.! เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววช่องทางนั้นๆ ก็เป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. นี้แล เป็นสิ่งที่ใครไม่ท้วงติงตถาคตได้ ๓ อย่าง.
บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.

http://www.buddhadasa.org/html/life-work/dhammakot/01-buddha/3-13.html

ทรงมีวิธี "รุก" ข้าศึกให้แพ้ภัยตัว

ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย!
ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า "ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตาม" ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงประโยชน์ที่เขาว่าจะเป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตาม). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมหมดหนทาง ย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคือง โกรธแค้น น้อยอกน้อยใจ ออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้น หมดเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้ เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง.

บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๓๘/๕๐๔. ตรัสแก่ปริพพาชกทั้งหลาย ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี.

-ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhttp://www.buddhadasa.org/html/life-work/dhammakot/01-buddha/3-09.html

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เกียรติคุณความดีงามของสัตตบุรุษ

ดูกรณ์ภิกษุทั้งหลาย กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทน์
ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้
 แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตตบุรุษ
นั้นแล สามารถจะหอม ไปได้ทั้งตามลม
และทวนลมคนดีย่อมมี
เกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทิศ


------พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน-----------
  •  

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว

สุตตนิบาต - ๔. อัฏฐกวรรค - ๑๕. อัตตทัณฑสูตร
อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
 ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกัน
เราจักแสดงความสลดใจตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์
กำลังดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหาและทิฐิ) เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย ฉะนั้น
ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน โลก
โดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความ
ต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆอันทุกข์มีชราเป็นต้น
ไม่ครอบงำแล้ว เราไม่ได้มีความยินดีเพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย
ผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง เราได้เห็น
กิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นยากที่สัตว์จะเห็นได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์
เหล่านี้ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อม
แล่นไปยังทิศทั้งปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นนั้นออก
ได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่ (อารมณ์ที่น่า
ยินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก) หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลป เพื่อให้ได้
ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้นกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายใน
อารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
แล้วพึงศึกษานิพพานของตน มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนองไม่มี
มายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ พึงข้ามความโลภอันลามก
และความตระหนี่เสีย นรชนพึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้าน
ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการ
ดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสา
ไม่พึงกระทำความเสน่หาในรูปและพึงกำหนดรู้ความถือตัว พึงเว้นเสีย
จากความผลุนผลันแล้วเที่ยวไป ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วง
มาแล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไม่พึง
เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา เรากล่าว
ความกำหนัดยินดีว่าเป็นโอฆะอันใหญ่หลวงกล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่อง
กระซิบใจ ทำใจให้แล่นไปในอารมณ์ต่างๆ กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์
แอบใจทำใจให้กำเริบ เปือกตมคือกามยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ พราหมณ์
ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบกคือ นิพพาน
มุนีนั้นแล สละคืนอายตนะทั้งหมดแล้วโดยประการทั้งปวง เรากล่าวว่า
เป็นผู้สงบ มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้เป็นผู้ถึงเวท รู้สังขตธรรมแล้วอัน
ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยาน
ต่ออะไรๆในโลกนี้ ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็นเครื่อง
ข้องยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกนี้ได้แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้ว
ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็งท่านจงทำกิเลสชาติ
เครื่องกังวลในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลในอนาคตอย่า
ได้มีแก่ท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้สงบ
เที่ยวไป ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเราโดยประการ
ทั้งปวง และไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้นั้นแล
ย่อมไม่เสื่อมในโลก ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา
และว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของ
เราอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี บุคคลใดย่อมไม่เศร้าโศกว่า
ของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว จะบอก
อานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้น ดังนี้ว่าบุคคลนั้นไม่มีความขวนขวาย
ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหวเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง
ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหวผู้รู้แจ้ง ผู้นั้น
เว้นแล้วจากการปรารภมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความปลอด
โปร่งในที่ทุกสถาน มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนในบุคคลผู้เสมอกัน
ผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่
ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไรๆในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น ฯ
จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95_-_%E0%B9%94._%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84_-_%E0%B9%91%E0%B9%95._%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สันทิฏฐิโก เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาจะถึงรู้ด้วยตนเอง

“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยหู.... ดมกลิ่นด้วยจมูก.... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย.... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว.... เป็นผู้เสวยรูปเป็นต้นนั้น แต่ไม่เสวยความกำหนัดในรูปเป็นต้นนั้น และรู้ชัดซึ่งความกำหนัด รูปเป็นต้น อันมีอยู่ภายในว่า เรายังมีความกำหนัดในรูปเป็นต้นในภายใน อาการที่ภิกษุ.... รู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปเป็นต้น อันมีในภายในว่าเรามีความกำหนัดในรูปเป็นต้นในภายใน... และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปเป็นต้นอันไม่มีในภายใน ว่าเราไม่มีความกำหนัด ในภายใน อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นธรรมที่ผู้ศึกษาจะถึงรู้ด้วยตนเอง....”

อุปวาณสูตร สฬา. สํ. (๗๙-๘๒)
ตบ. ๑๘ : ๕๐-๕๑ ตท. ๑๘ : ๔๐-๔๑
ตอ. K.S. ๔ : ๒๑-๒๒


http://www.84000.org/true/355.html

นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐสุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้า ผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

มรรคมีองค์แปด นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปด นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร"


          มรรค8
 
  1. สัมมาทิฏฐิ
  2. สัมมาสังกัปปะ
  3. สัมมาวาจา
  4. สัมมากัมมันตะ
  5. สัมมาอาชีวะ
  6. สัมมาวายามะ
  7. สัมมาสติ
  8. สัมมาสมาธิ


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สวรรค์ชั้นยามา

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้วฃยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความจริงอันประเสริฐ

ภิกษุทั้งหลาย   นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องการทำให้สัตว์ดับไม่เหลือแห่งทุกข์
คือข้อปฏิบัติเหมือนหนทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ 8 ประการคือ



  
  1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง เห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
  2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
  3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง การพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
  4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
  5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
  6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
  7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอจิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
  8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ ทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มัจฉริยะสูตร

 [๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มัจฉริยะ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่) ๑ กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล) ๑ ลาภ-
*มัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ) ๑ วรรณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ) ๑ ธรรมมัจฉริยะ
(ตระหนี่ธรรม) ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มัจฉริยะ ๕ ประการนี้แล ฯลฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ เพื่อละ
มัจฉริยะ ๕ ประการนี้แล ฯ


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=9829&Z=9836

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บันลือสีหนาท

ภิกษุทั้งหลาย !  พญาสัตว์ชื่อสีหออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็นเหยียดกายเเล้วเหลียวมองดูทิศทั้งสี่โดยรอยบันลือสีหนาทสามคครั้งแล้ว ก็เที่ยวไปเพื่อหาอาหาร บันดาสัตว์เดรัจฉานเหล่าใดได้ยินเสียงบันลือสีหนาทสัตว์เหล่านั้นก็ สดุ้งกลัวเหี่ยวแห้งใจ พวกที่อาศัยโพรงก็เข้าโพรง อาศัยน้ำก็ลงน้ำ อยู่ป่าก็เข้าป่าเหล่าช้างของพระราชาในหมู่บ้านนิคม ในเมืองที่ผูกล่ามไว้ด้วยเชือกเหนียวก็พากันกลัวกระชากเชือกให้ขาดแล้ว ถ่ายมูลและกรีสพลางแล่นหนีไปพลาง ทั้งข้างโน้นและข้างนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! พญาสัตว์ชื่อสีหะเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์ มาก มีศักดิ์มากมีอนุภาพมาก กว่าบันดาสัตว์เดรัจฉานด้วยอาการอย่างนี้แล ...


พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แปรโดยพุทธทาสภิกขุ

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พระพุทธองค์ทรงมิได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้เขานับถือ

ภิกษุทั้งหลาย! การประพฤติพรหมจรรย์นี้
มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้มานับถือ
มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร
มิใช่เพื่ออนิสงส์เป็นลาภสักการะเเละเสียงสรรเสริญ
มิใช่เพื่ออนิสงส์เพื่อเป็นเจ้าลัทธิหรือเพื่อค้านลัทธิอื่นให้ล้มไป
และมิได้พื่อให้ผู้อื่นคิดว่าเป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ก็หาได้ไม่
ภิกษุทั้งหลาย! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสมรวม เพื่อละ
เพื่อคลายกำหนัด และเพื่อดับทุกข์ให้สนิท


พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แปรโดยพุทธทาสภิกขุ


http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005126.htm

การปรากฎของตถาคตจึงปรากฎสัมโพฌชงค์ทั้งเจ็ด

การปรากฎของ จักรพรรดิ์แก้ว จะปรากฏของรัตนทั้งเจ็ดประการคือ
จักรแก้ว
ช้างแก้ว
ม้าแก้ว
แก้วมณี
นางแก้ว
คหบดีแก้ว
ปรินายกแก้ว
(นี้เป็นฉันใด)
ภิกษุทั้งหลาย!
การปรากฎของตถาคตจึงปรากฎสัมโพฌชงค์ทั้งเจ็ดคือ
สติสัมโภฌชงค์
ธัมมวิจรณะสัมโพฌชงค์
วิริยะสัมโพฌชงค์
ปีติสัมโพฌชงค์
ปัสสัทธิสัมโพฌชงค์
สมาธิสัมโพฌชงค์
อุเบกขาสัมโพฌชงค์


จากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์แปลโดยพุทธทาสภิกขุ

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

“อย่าเลย ! เทวทัต เธออย่าพอใจที่จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย”

พระศาสดารับสั่งว่า
ภิกษุพึงถือเป็นวัตรได้ตามความสมัครใจ
ภิกษุรูปใดปรารถนาจะอยู่ป่าเป็นวัตร
รูปใดปรารถนาจะอยู่บ้าน
ก็จงอยู่บ้านรูปใดปรารถนาจะถือบิณฑบาตเป็นวัตร
ก็จงถือบิณฑบาตเป็นวัตร
รูปใดปรารถนาจะรับกิจนิมนต์ก็จงยินดีกิจนิมนต์
รูปใดปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
ก็จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดจะรับผ้าคหบดีจีวร
ก็จงรับ เราอนุญาตการอยู่โคนไม้เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน นอกฤดูฝน
ในฤดูฝนต้องอยู่ในที่มุงที่บัง
เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ
ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ
คือไม่สงสัยว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อถวายพระ



http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18293

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิชชา-วิมุตติบริบูรณ์


เพราะโพชฌงค์บริบูรณ์
ภิกษุ ท.! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด
 อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร ทำ ให้
มากแล้วอย่างไร จึงทำวิชชาและ
วิมุตติให้บริบูรณ์ได้?
ภิกษุ ท.! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเจริญ
สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ
 อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละลง);



อริยสัจจากพระโอษฐ์
ภาคต้น
คณะธรรมทาน

ธรรมทานมูลนิธิ จัดพิมพ์ด้วยดอกผลทุนพระยาลัดพลีธรรม
ประคัลภ์เป็นหนังสืออันดับที่สอง ในหนังสือชุด “ลัดพลีธรรม
ประคัลภ์อนุสรณ์”“ลัดพลีธรรมประคัลภ์อนุสรณ์””
กองตำรา

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ

ดูกร!คฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพไซร้
ทั้งสองเทียวพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้นย่อมได้พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก ฯ
จบสูตรที่ ๕


ขอบคุณข้อมูล
http://www.tipitaka.com/marriage.htm

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

จงอย่าตีเสมอผู้มีกรุณาวางคนได้ยก(เขา)ไว้ในฐานะ


 ความโกรธอันเกิดมาจากอาฆาต-วัตถุ  ๑๐  อย่าง 
ความผูกโกรธ    อันครอบคลุมจิตบ่อย  ๆ   
ก็ฉันนั้นความลบหลู่ อันการทำสิ่งที่เขาทำดีแล้วให้พินาศไป
ไม่ว่าของคฤหัสถ์หรือของบรรพชิต   (มีลักษณะเหมือนกัน)  
อธิบายว่า  ฝ่ายคฤหัสถ์ (เดิมที)
เป็นคนขัดสน  (ครั้นแล้ว)
ผู้มีกรุณาลางคนได้ยก (เขา) ไว้ในฐานะ ที่สูงส่ง   
 ต่อมา (เขากลับกล่าวว่า)ท่านทำอะไรให้ข้าพเจ้าชื่อว่า
ทำลายความดีที่คนผู้กรุณานั้นทำไว้แล้วให้พินาศไป       

ฝ่ายบรรพชิตแล จำเดิมแต่สมัยเป็นสามเณรน้อย
  อันอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ท่านใดท่านหนึ่ง อนุเคราะห์
ด้วยปัจจัย ๔ และด้วยอุทเทศและปริปุจฉา  
 ให้สำเหนียกความ เป็นผู้ฉลาดในปกรณ์เป็นต้น 
 ด้วยธรรมกถา สมัยต่อมา อันพระราชา
และ ราชมหาอำมาตย์เป็นต้น   
 สักการะเคารพแล้ว (เธอ) กลับขาดความ



ยำเกรงในอาจารย์และอุปัชฌาย์เที่ยวไป อันอาจารย์เป็นต้นกล่าวว่า ผู้นี้
สมัยเขาเป็นเด็ก เราทั้งหลายช่วยอนุเคราะห์และส่งเสริมให้ก้าวหน้าอย่างนี้
ก็แต่ว่าบัดนี้ เขาไม่น่ารักเสียแล้ว ก็กล่าว ว่า พวกท่านทำอะไรให้ผม ดังนี้
ชื่อว่า ทำลายความดีที่อุปัชฌาย์และอาจารย์เหล่านั้น ทำแล้วให้พินาศไป

ความลบหลู่ที่ทำความดีที่ท่านทำไว้แล้วให้พินาศไป ของบรรพชิตนั้นย่อม
เกิดขึ้นทำร้ายจิต คือไม่ให้จิตผ่องใส เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
 เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ดังนี้. เหมือนอย่างว่า ความลบหลู่นี้เป็นฉันใด
การตีเสมอ (ซึ่งได้แก่) การถือเป็นคู่แข่ง ก็ฉันนั้น เกิดขึ้นลามไปอ้างถึงบุคคล
แม้เป็นพหูสูต โดยนัยเป็นต้นว่า ท่านผู้เป็นพหูสูตเช่นนี้ ยังมีคติไม่แน่นอน(แล้ว)
ท่านกับผมจะมีอะไรวิเศษเล่า ความริษยา ได้แก่การนึกตำหนิสักการะ
เป็นต้นของคนอื่น.ความตระหนี่ ได้แก่(การที่ )ทนไม่ได้ที่สมบัติ
ของตนมีคนอื่นร่วมใช้สอย มายา ได้แก่กิริยาที่เป็นการประพฤติ หลอกลวง.
 ความโอ้อวดเกิดขึ้นโดย(ทำให้)เป็นคนคุยโต.จริงอยู่ คนคุย
โตย่อมเป็นเหมือนปลาอานนท์.





วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่เป็นโทษมาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราไม่เห็นธรรมอื่นสักข้อ ที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิด) โทษทั้งหลายมีทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง



เอกนิบาต อังคุตรนิกาย
พุทธวัจนะ/จากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับย่อ หน้า3
โดย พ.อ.(พ) เสามนัส โปตระนันทน์

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สาระ

"ผู้เห็นในสิ่งไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ
 เห็นในสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ
มีความดำริผิดเป็นทางไป
 ย่อมไม่ได้บรรลุสิ่งที่เป็นสาระ."
      "ผู้รู้สิ่งเป็นสาระโดยความเป็นสาระ
สิ่งไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ
 มีความดำริชอบเป็นทางไป
 ย่อมบรรลุสิ่งเป็นสาระได้."

พละกำลังทั้ง ๗ ประการ


              "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๗ ประการเหล่านี้ คือ
              ๑. กำลังคือความเชื่อ (สัทธาพละ)      
              ๒. กำลังคือความเพียร (วิริยพละ)
              ๓. กำลังคือความละอายต่อบาป (หิริพละ)   
              ๔. กำลังคือความเกรงกลัวต่อบาป (โอตตัปปพละ)
              ๕. กำลังคือสติความระลึกได้ (สติพละ)             
              ๖. กำลังคือความตั้งใจมั่น (สมาธิพละ)
              ๗. กำลังคือปัญญา (ปัญญาพละ)
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๗ ประการเหล่านี้แล."
 


สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกาย ๒๓/๒

ผู้ติดตาม